ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนซัลเฟตโดยการใช้พืชสองชนิดร่วมกัน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนซัลเฟตโดยการใช้พืชสองชนิดร่วมกัน
นักวิจัย : ขนิษฐา สมตระกูล
คำค้น : cowpea , cucumber , endosulfan sulfate , mixed plant cultivation , Phytoremediation , sweet corn , การปลูกพืชร่วมกัน , การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมด้วยพืช , ข้าวโพดหวาน , ถั่วพุ่ม , เอนโดซัล , แตงกวา , แฟนซัลเฟต
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5480030 , http://research.trf.or.th/node/7673
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษานี้ได้ศึกษาประสิทธิภาพของการปลูกพืช ได้แก่ ข้าวโพดหวาน (Zea mays) ถั่วพุ่ม (Vigna sinensis) และแตงกวา (Cucumis sativus) ทั้งที่ปลูกเพียงลำพังและปลูกร่วมกันสองชนิดต่อการ ลดปริมาณเอนโดซัลแฟนซัลเฟตในดินที่ถูกทำให้ปนเปื้อนในระดับกระถางทดลอง โดยแบ่งการทดลอง ออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกศึกษาความเป็นพิษของเอนโดซัลแฟนซัลเฟตและผลของสารควบคุมการ เจริญเติบโตของพืช 2 ชนิด ได้แก่ กรดแอลฟาแนฟทาลีนอะซิติก (NAA) และไทเดียซูรอน (TDZ) ต่อการ เจริญในระยะต้นกล้าของข้าวโพดหวาน ถั่วพุ่ม และแตงกวา ผลการศึกษาพบว่าเอนโดซัลแฟนซัลเฟตที่ ความเข้มข้น 1-100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมไม่ส่งผลเป็นพิษต่อการเจริญในระยะต้นกล้าของพืชทั้งสามอย่าง ชัดเจน และการใช้สารควบคุมการเจริญของพืชทั้ง NAA และ TDZ ที่ความเข้มข้น 10 มิลลิกรัมต่อลิตร ไม่ ทำให้ต้นกล้าของพืชทั้งสามเจริญในดินที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนซัลเฟตได้ดีขึ้น แต่กลับส่งผลเสียต่อการ เจริญของพืชทั้งสามชนิดมากกว่า ดังนั้นการทดลองในตอนที่ 2 ซึ่งศึกษาการฟื้นฟูสภาพดินที่ปนเปื้อนเอน โดซัลแฟนซัลเฟตความเข้มข้นเริ่มต้น 71.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมด้วยพืช จะใช้ต้นกล้าของข้าวโพดหวาน ถั่วพุ่ม และแตงกวาที่ไม่ผ่านการกระตุ้นด้วย NAA และ TDZ โดยผลการศึกษาในตอนที่ 2 แสดงให้เห็นว่า การปลูกพืชในดินที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนซัลเฟตไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชเพียงลำพังหรือปลูกร่วมกันจะ สามารถลดปริมาณเอนโดซัลแฟนซัลเฟตลงได้ดีกว่าในดินที่ไม่ปลูกพืชอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) การปลูกข้าวโพดหวานเพียงลำพังในดินที่ปนเปื้อนสามารถลดปริมาณเอนโดซัลแฟนซัลเฟตจากดินที่ ปนเปื้อนได้ดีที่สุด เมื่อปลูกข้าวโพดหวานเพียงลำพังพบว่าปริมาณเอนโดซัลแฟนซัลเฟตเหลือเพียงร้อยละ 11.3 และ 27.2 ในดินบริเวณรอบรากพืชและดินรอบนอกรากพืชหลังจากวันที่ 60 ของการย้ายต้นกล้า ตามลำดับ การปลูกถั่วพุ่มและแตงกวาเพียงลำพังสามารถลดปริมาณเอนโดซัลแฟนซัลเฟตได้ดีเช่นกัน โดย ปริมาณเอนโดซัลแฟนซัลเฟตเหลือเพียงร้อยละ 30.3 และ 38.8 บริเวณดินรอบรากแตงกวาและถั่วพุ่มใน วันที่ 45 ของการย้ายต้นกล้า ตามลำดับ ในขณะที่แตงกวาไม่ทนทานต่อความเป็นพิษของเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตไม่ว่าจะปลูกเพียงลำพังหรือปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่นและจะตายลงในระหว่างวันที่ 50-55 หลังจาก การย้ายต้นกล้า การปลูกข้าวโพดหวานร่วมกับถั่วพุ่มมีประสิทธิภาพในการลดปริมาณเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตจากดินได้ต่ำกว่าการปลูกข้าวโพดเพียงลำพัง โดยในดินบริเวณรอบรากของข้าวโพดหวานและถั่ว พุ่มสามารถลดปริมาณเอนโดซัลแฟนซัลเฟตได้ร้อยละ 41.7 และ 52.3 หลังจากวันที่ 60 ของการย้ายต้น กล้า ดังนั้นการศึกษานี้จึงสรุปได้ว่าการปลูกพืชเพียงชนิดเดียวมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสภาพดินที่ ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนซัลเฟตได้ดีกว่าการปลูกพืชสองชนิดร่วมกัน โดยกลไกที่เป็นไปได้มากที่สุดในการ ลดปริมาณเอนโดซัลแฟนซัลเฟตที่ปนเปื้อนในดินจึงมาจากการที่พืชช่วยกระตุ้นกิจกรรมการย่อยสลาย เอนโดซัลแฟนซัลเฟตโดยจุลินทรีย์ที่อาศัยบริเวณรอบรากพืช The extent of endosulfan sulfate removal from soils by different planting pattern with sweet corn (Zea mays), cow pea (Vigna sinensis) and cucumber (Cucumis sativus) either cultivated alone or together was investigated in pot experiments. The experiment was divided into 2 parts. First, the effect of alpha-naphthalene acetic acid (NAA) and thidiazuron (TDZ) to alleviate endosulfan sulfate toxicity to growth of sweet corn, cowpea and cucumber seedlings in endosulfan sulfate spiked sands was investigated. The results indicated that 1-100 mg/kg of endosulfan sulfate had no apparent toxicity to these crop plants. However, induction of crop seeds by NAA or TDZ did not promote growth of sweet corn, cowpea and cucumber to an obvious extent. Ten mg/l of both plant growth regulators seemed to exert adverse effect on crop seedling growth. Thus, crop seedlings without induction by NAA and TDZ were used in endosulfan sulfate phytoremediation in the second experiment. The results in the second experiment revealed that the presence of plants grown either alone or together significantly enhanced the removal of endosulfan sulfate from soil (P<0.05). Endosulfan sulfate was removed to the greatest extent in the treatment in which sweet corn was grown alone; only 11.3% and 27.2% of the initial endosulfan sulfate remained in rhizospheric and bulk soil, respectively, of sweet corn grown alone at day 60. Endosulfan sulfate was also removed from soil to a great extent in treatments where cucumber or cowpea was grown alone; only 30.3% and 38.8% of endosulfan sulfate remained in their respective rhizospheric soil after 45 days. However, cucumber did not tolerate the toxicity of endosulfan sulfate well and died around 50-55 days when it was cultivated either alone or together with another plant. Cultivation of sweet corn and cowpea together was less effective in removing endosulfan sulfate from soil; about 41.7% and 52.3% of endosulfan sulfate remained in their respective rhizospheric soils after 60 days. The results showed that single cultivation of the plants was the most efficient way to remediate endosulfan sulfate-contaminated soil in this study. Phytostimulation was more feasible mechanism by which plants promoted the removal of endosulfan sulfate from soils in this study.

บรรณานุกรม :
ขนิษฐา สมตระกูล . (2557). การฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนซัลเฟตโดยการใช้พืชสองชนิดร่วมกัน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ขนิษฐา สมตระกูล . 2557. "การฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนซัลเฟตโดยการใช้พืชสองชนิดร่วมกัน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ขนิษฐา สมตระกูล . "การฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนซัลเฟตโดยการใช้พืชสองชนิดร่วมกัน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print.
ขนิษฐา สมตระกูล . การฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนซัลเฟตโดยการใช้พืชสองชนิดร่วมกัน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.