ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การวิเคราะห์อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การวิเคราะห์อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง
นักวิจัย : อภิชัย พันธเสน
คำค้น : อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4450006 , http://research.trf.or.th/node/3442
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักที่จะแสดงให้เห็นว่าพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ณ ศาลาดุสิดาลัยนั้น เป็นกรอบแนวคิดที่ สามารถนำมาประยุกต์ได้จริงในฐานะที่เป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติของพุทธเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้เนื่องจากก่อน หน้านี้พระองค์ได้ทรงเสนอเกษตรทฤษฎีใหม่ตั้งแต่ปี 2537 ในฐานะเป็นลักษณะหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง โดยแสดงให้เห็นวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเกษตรกรรายย่อย ด้วยการเน้นการทำเกษตรเพื่อการบริโภค เองภายในครอบครัวก่อน เหลือจึงรวมกลุ่มกันจำหน่ายหรือแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า หลังจากนั้นอาจ จะเพิ่มอำนาจต่อรองโดยการร่วมมือกับสถาบันการเงินและพลังงานทำการผลิตเพื่อจำหน่ายให้มากขึ้น เนื่อง จากทฤษฎีใหม่นั้นมีรูปธรรมที่เน้นแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเกษตรกรรายย่อยเป็นสำคัญ ทำให้มี ความเข้าใจไม่ชัดเจนว่าจะนำเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้เพื่อกำหนดเป็นทิศทางในการพัฒนาประเทศได้ อย่างไร งานวิจัยนี้จึงต้องการจะชี้ให้เห็นว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถประยุกต์ใช้ได้กับเศรษฐกิจทุก สาขาโดยในกรณีนี้จะแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ซึ่งพระ องค์ทรงมีตัวอย่างที่ไม่มากพอจึงทำให้ยังอาจจะยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร จาก การที่ได้ศึกษาพระราชดำรัสที่ได้ประทานไว้ในโอกาสต่างๆ ประกอบกับการศึกษาโครงการส่วนพระองค์ จิตรลดาและสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ทำให้ได้ข้อสรุปชัดเจนถึงหลักการที่ จะนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการธุรกิจได้ เก้าประการ คือ 1. ใช้เทคโนโลยีที่ถูกหลักวิชาการ แต่มีราคาถูก 2. ใช้ทรัพยากรทุกชนิดอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด 3. เน้นการจ้างงานเป็นหลัก โดยไม่นำเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงาน ยกเว้น ในกรณีที่ก่อให้เกิด ความเสียหายแก่ผลิตภัณฑ์ 4. มีขนาดการผลิตที่สอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการ 5. ไม่โลภมากจนเกินไปและไม่เน้นกำไรระยะสั้นเป็นหลัก 6. ซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบการ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค และไม่เอารัดเอาเปรียบแรงงาน หรือลูกค้า ตลอดจนไม่เอารัดเอาเปรียบผู้จำหน่ายวัตถุดิบ 7. เน้นการกระจายความเสี่ยงจากการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและ / หรือ มีความสามารถในการ ปรับเปลี่ยนผลผลิตได้ 8. เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ก่อหนี้จนเกินความสามารถในการบริหารจัด การ 9. เน้นการใช้วัตถุดิบภายในท้องถิ่น และตอบสนองตลาดในท้องถิ่นภูมิภาค ตลาดในประเทศและ ตลาดต่างประเทศ ตามลำดับเป็นหลัก สำหรับในงานวิจัยนี้ ตั้งแต่แรกได้กำหนดไว้เพียงเจ็ดข้อ แต่ได้รวมข้อหนึ่งและสองไว้ด้วยกัน ซึ่งอาจ จะไม่ตรงประเด็นนัก และไม่ได้เน้นข้อสาม แต่ไม่สามารถปรับแก้ได้เนื่องจากได้ออกแบบสอบถามไปก่อนหน้า นั้นแล้ว ผลการศึกษาปรากฎว่าในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจอุตสาหกรรมทุกขนาดและทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นโดย ภาพรวมหรือมีการจำแนกตามขนาดและจำแนกเป็นรายอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมทุกขนาดและทุกประเภทได้ คะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี (B) ตามหลักเกณฑ์ของเศรษฐกิจพอเพียง แต่ภายหลังจากผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ ไปแล้ว อุตสาหกรรมทุกขนาด ทุกประเภทจะมีค่าเฉลี่ยของดัชนีเศรษฐกิจพอเพียงลดลง มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าพอ ใช้เล็กน้อย (C+) ยกเว้นอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง ที่ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าคือเพียงใน ระดับพอใช้ (C) สาเหตุของความแตกต่างที่สำคัญระหว่างช่วงวิกฤติและภายหลังก็คือ ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ อุตสาห กรรมส่วนใหญ่จะเน้นการปรับขนาดการผลิตให้สอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการ โดยได้คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ย (B+ ถึง A-) เน้นความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ไม่เอารัดเอาเปรียบแรงงานและลูกค้า ตลอดจนไม่ เอารัดเอาเปรียบผู้จำหน่ายวัตถุดิบ โดยได้คะแนนเฉลี่ย B+ เนื่องจากต้องการเน้นความอยู่รอดร่วมกันของทุก ฝ่าย ส่วนประเด็นที่มีความสำคัญในลำดับสามก็คือ เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ก่อหนี้ จนเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ หลังวิกฤติทางเศรษฐกิจแล้ว คะแนนโดยเฉลี่ยลดลงเป็น C+ เนื่องจากอุตสาหกรรมลดการเน้นเรื่อง ความซื่อสัตย์สุจริตต่อผู้บริโภคไม่เอารัดเอาเปรียบแรงงานและลูกค้า ตลอดจนไม่เอารัดเอาเปรียบผู้จำหน่าย วัตถุดิบ โดยเน้นการทำกำไรเพื่อการสะสมทุนหรือขยายตัว ลดหลักการในเรื่องปรับขนาดการผลิตให้สอด คล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการโดยการขยายการผลิต เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย แต่หลักการที่เน้น ในระดับเดิมจนกลายเป็นหลักการที่เด่นที่สุด (คะแนน B) ก็คือ การบริหารความเสี่ยงต่ำ โดยเน้นการใช้ทุน ภายในเป็นหลัก จึงทำให้อาจจะสรุปได้ว่าหลักการสำคัญที่ช่วยให้อุตสาหกรรมเหล่านี้รอดพ้นจากวิกฤติ เศรษฐกิจได้ก็เพราะการเน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำนั่นเอง ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการศึกษาของธุรกิจที่ได้ กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ทุนจากภายนอกมากเกินไป เป็นทุนระยะสั้นดอก เบี้ยสูง นอกจากนั้นยังใช้ทุนดังกล่าวไปในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ เช่น นำไปซื้อทรัพย์สินเพื่อเก็งกำไรหรือเอา ไปซื้อหรือขยายที่อยู่อาศัย ประเด็นสำคัญที่ควรตั้งเป็นข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ อุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกหรือมีสัดส่วน ของตลาดต่างประเทศสูง จะมีคะแนนตามเกณฑ์ของเศรษฐกิจพอเพียงต่ำลง ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า หลัก การเศรษฐกิจพอเพียงอาจจะประยุกต์ใช้ได้ไม่ดีนักกับอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกเป็นสำคัญ อย่างเช่น อุต สาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง เป็นต้น ข้อสังเกตที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เศรษฐกิจพอเพียงนั้น ได้ครอบคลุมหลักการของบรรษัทภิบาล (good corporate governance) ที่เน้นในเรื่องความเป็นธรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย (equality) ความ โปร่งใสในการบริหารจัดการ (transparency) และความรับผิดชอบอย่างมีคุณธรรม (accountability) แต่ เศรษฐกิจพอเพียงนั้นได้ก้าวไปไกลกว่าที่เน้นการบริหารจัดการอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด และ เน้นความไม่โลภพร้อมกันด้วย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมและของประเทศโดยส่วนรวม ดังนั้น ใน กรณีของประเทศไทยจึงควรเน้นการดำเนินธุรกิจในแนวเศรษฐกิจพอเพียงแทนที่จะตามแนวคิดบรรษัทภิบาล ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีรากฐานจากอารยธรรมตะวันตก ข้อเสนอแนะสำหรับการวัยที่ควรจะทำต่อไปก็คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้อุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก มีวิธีการปรับตัวได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเสียหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเช่นข้อเสนอของสหกรณ์ โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ที่เสนอให้มีการจัดตั้งบริษัทลูกโดยร่วมมือทุนกับต่าง ประเทศ (venture capital) หรือหาพันธมิตรในทางยุทธศาสตร์ (strategic partner) เพื่อสามารถแข่งขันกับ ธุรกิจข้ามชาติได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ข้อเสนอที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ ทำอย่างไรจึงจะนำเอาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีใหม่ร่วมกับการประยุกต์ เศรษฐกิจพอเพียงในภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำไปกำหนดเป็นนโยบายและทิศทางในการพัฒนาประเทศ ตามที่ป รากฎในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (2545 –2549) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่จะ ตามมาต่อไป เพื่อปรับทิศทางการพัฒนาประเทศของไทยให้เป็นไปตามแนวทางพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอ เพียงอย่างแท้จริง

บรรณานุกรม :
อภิชัย พันธเสน . (2546). การวิเคราะห์อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อภิชัย พันธเสน . 2546. "การวิเคราะห์อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อภิชัย พันธเสน . "การวิเคราะห์อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2546. Print.
อภิชัย พันธเสน . การวิเคราะห์อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2546.