ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : Oral care utilization among Thai children aged 5-14 years : The analysis of the nationwide crosssectional survey. , การใช้บริการสุขภาพช่องปากในเด็กอายุ 5-14 ปี : การวิเคราะห์การสำรวจระดับชาติแบบภาคตัดขวาง
นักวิจัย : Phenkhae Lapying , Weerasak Putthasri , วีระศักดิ์ พุทธาศรี , เพ็ญแข ลาภยิ่ง
คำค้น : อนามัยช่องปาก , ความไม่เสมอภาค , สุขภาพช่องปาก , inequality , oral care
หน่วยงาน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 8,2 (เม.ย.-มิ.ย. 2557) : 187-196 , 0858-9437 , http://hdl.handle.net/11228/4068
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

This descriptive study aimed to explore oral care utilization among children aged 5-14 years under the Civil Servant Medical Benefit Scheme (CSMBS) and the Universal Health Coverage System (UCS) which have been implemented since 2001, using the data of 2003, 2007 and 2011 Health and Welfare Survey conducted by the National Statistic Office. Members form households selected by stratified two-stage sampling were interviewed. Total samples were 68,433; 69,679; and 71,847 persons, respectively, in which there were 12,048; 11,395; and 10,489 persons respectively, in the 5-14 age group. The data were weighted to represent total population. Among three surveys, this age group had decreasing utilization rates and frequencies. The UC children had lower utilization rate than those of CSMBS (14.89 vs. 22.35 persons/ 100 population, 11.99 vs. 20.26 persons/100 population, and 10.60 vs. 15.74 persons/100 population, respectively) as well as lower frequency (0.23 vs. 0.40 visits/ per capita, 0.16 vs. 0.33 visits/ per capita and 0.15 vs. 0.27 visits per capita, respectively). The greater differences were found in regional areas than in departmental areas. The differences of utilization rates increased from 33.38 % to be 40.82 % in 2007 and decreased to be 32.66 % in 2011 while the frequency percent differences increased to be 51.52 and 44.44 % in 2007 and 2011, respectively. These evidences indicated inequity of oral care accessibility between the two schemes.

การศึกษาเชิงพรรณนานี้ต้องการสำรวจการใช้บริการสุขภาพช่องปากของเด็กอายุ 5-14 ปีระหว่างกลุ่มสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2544 โดยใช้ฐานข้อมูลการสำรวจอนามัยและสวัสดิการใน พ.ศ. 2546, 2550 และ 2554 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งสัมภาษณ์สมาชิก ครัวเรือนตัวอย่างที่สุ่มเลือกแบบแบ่งชั้นภูมิ 2 ขั้นตอน จำนวนตัวอย่างทั้งหมดเท่ากับ 68,433; 69,679; และ 71,847 คน ตามลำดับ โดยเป็นกลุ่มอายุ 5-14 ปีจำนวน 12,048; 11,395; และ 10,489 คน ตามลำดับ จากนั้นถ่วงน้ำหนักเป็นตัวแทนประชากร จากการสำรวจทั้งสามครั้ง เด็กกลุ่มนี้มีการใช้บริการลดลงทั้งอัตราและความถี่ โดยเด็กสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีการใช้บริการต่ำกว่าสิทธิข้าราชการทั้งอัตรา (14.89 กับ 22.35 คนต่อ 100 ประชากร, 11.99 กับ 20.26 คนต่อ 100 ประชากร และ 10.60 กับ 15.74 คนต่อ 100 ประชากร ตามลำดับ) และความถี่ (0.23 กับ 0.40 ครั้งต่อคนต่อปี, 0.16 กับ 0.33 ครั้งต่อคนต่อปีและ 0.15 กับ 0.27 ครั้งต่อคนต่อปีตามลำดับ) โดยพบความแตกต่างระหว่างภาคมากกว่าระหว่างเขต ความแตกต่างของอัตราการใช้บริการในเด็กสองกลุ่มสิทธินี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40.82 ใน พ.ศ. 2550 และลดลงเป็นร้อยละ 32.66 ใน พ.ศ. 2554 ขณะที่ความแตกต่างของความถี่บริการเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51.52 และ 44.44 ใน พ.ศ. 2550 และ 2554 ตามลำดับ ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้บ่งบอกถึงความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงบริการของสองกลุ่มนี้

บรรณานุกรม :