ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

กระบวนการเติบโตทางวิชาชีพของครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ : การศึกษาโดยวิธีการสร้างทฤษฎีพื้นฐานเชิงอุปมาน

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : กระบวนการเติบโตทางวิชาชีพของครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ : การศึกษาโดยวิธีการสร้างทฤษฎีพื้นฐานเชิงอุปมาน
นักวิจัย : ศิรประภา พงศ์ไทย
คำค้น : ครูอนุบาล , ความชำนาญทางวิชาชีพเฉพาะด้าน
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ปัทมศิริ ธีรานุรักษ์ , จิราพร เกศพิชญวัฒนา , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/13417
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ด.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทฤษฎีสำหรับอธิบายกระบวนการเติบโตทางวิชาชีพของครูอนุบาล วิธีการวิจัยที่ใช้คือการสร้างทฤษฎีเชิงอุปมาน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการให้รหัสเชิงทฤษฎี 3 แบบบ คือ 1) การให้รหัส แบบเปิดกว้าง 2) การให้รหัสแบบแกน และ 3) การให้รหัสแบบคัดเลือก กลุ่มตัวอย่งเชิงทฤษฎี ได้แก่ ครู อนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ จำนวน 9 คน ผลการวิจัย คือ ทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการเติบโตทางวิชาชีพ ของครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ จำแนกได้ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 กระบวนการเข้าสู่วิชาชีพครูอนุบาล คือ ระยะที่ผู้ให้ข้อมูลเริ่มต้นด้วยความสนใจในวิชาชีพสูงในช่วงการเลือกอาชีพ ซึ่งจำแนกได้ 2 หมวดหมู่ คือ 1) สนใจ และ 2) ไม่สนใจ จากนั้น ดำเนินมาสู่วิธีการเข้ามาเป็นครูอนุบาล ซึ่งจำแนกได้ 3 แบบแผน คือ 1) เลือกเรียนครุศาสตร์ 2) เปลี่ยนมาเป็นครูอนุบาลอย่างตั้งใจ และ 3) เลือกโอกาสที่ผ่านเข้ามาอย่างไม่ตั้งใจ เงื่อนไขของระยะนี้ คือ เงื่อนไขทางสังคม เงื่อนไขทางจิตวิทยา และเงื่อนไขเชิงโอกาส ระยะที่ 2 กระบวน การพัฒนาเชิงวิชาชีพ คือ ระยะที่ผู้ให้ข้อมูลเข้าสู่การเป็นครูอนุบาลและผ่านการพัฒนา 2 ด้าน คือ 1) การพัฒนาความแน่วแน่ในการเป็นครูอนุบาล กล่าวคือ เมื่อผู้ให้ข้อมูลทำงานเป็นครูอนุบาล จะได้รับ ประสบการณ์ทั้งทางบวกและทางลบ ส่งผลให้เกิดภาวะทั้งหวั่นไหวและมั่นใจในการเป็นครูอนุบาล วนซ้ำใน ลักษณะวงจรก้าวหน้าจนเกิดเป็นความแน่วแน่ในวิชาชีพ 2) การพัฒนาความสามารถจนถึงขั้นมีความมั่นคง กล่าวคือ เมื่อผู้ให้ข้อมูลเริ่มทำงานเป็นครูอนุบาลจะมีความสามารถขั้นเริ่มต้นการเรียนรู้ คือ จัดการเรียน การสอนไม่สอดคล้องกับหลักการการศึกษาปฐมวัย หรือสอดคล้องกับหลักการการศึกษาปฐมวัยในลักษณะ เลียนแบบไปจนถึงลักษณะเริ่มต้นรู้คิดด้วยตนเอง ครูมีทัศนะแบบแยกส่วน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานกับเด็ก และผู้ปกครอง เงื่อนไขของการพัฒนาความสามารถในขั้นนี้ คือ การมีกัลยาณมิตรเชิงอาชีพ การลงมือ กระทำควบคู่กับการได้รับความรู้ และการได้เห็นแบบอย่าง จากนั้นผู้ให้ข้อมูลจึงพัฒนาสู่ขั้นมีความมั่นคง คือ จัดการเรียนการสอนสอดคล้องกับธรรมชาติและพัฒนาการเด็กจากการรู้คิดด้วยตนเอง ตระหนักถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กและให้ความสำคัญกับการทำงานกับผู้ปกครอง เงื่อนไขของการพัฒนา ความสามารถในขั้นนี้ คือ การมีกิจกรรมทางความคิดการคิดเชื่อมโยงการปฏิบัติกับหลักการและการมีคุณลักษณะส่วนบุคคลที่เอื้อต่อการพัฒนา ระยะที่ 3 การกลายเป็นครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ คือระยะที่ผู้ให้ข้อมูลพัฒนาตนเอง จนสามารถจัดการเรียนการสอนตามจุดยืนหรือปรัชญาการศึกษาส่วนบุคคลอย่างมีหลักการที่มั่นคงและจากการรู้คิดด้วยตนเอง ครูมีทัศนะแบบองค์รวม ซึ่งส่งผลต่อการทำงานกับเด็กและผู้ปกครองอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตและเคารพความเป็นมนุษย์ เงื่อนไขของการพัฒนาในระยะนี้คือ ครูตระหนักว่าการทำงานเป็นครูอนุบาลคือภารกิจทางวิชาชีพที่เป็นวิถีทางให้ครูพัฒนาชีวิตอย่างเป็นองค์รวม และการเชื่อโยงองค์ประกอบต่างๆ อย่างสมดุลและสมบูรณ์ในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างเป็นองค์รวม

บรรณานุกรม :
ศิรประภา พงศ์ไทย . (2549). กระบวนการเติบโตทางวิชาชีพของครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ : การศึกษาโดยวิธีการสร้างทฤษฎีพื้นฐานเชิงอุปมาน.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิรประภา พงศ์ไทย . 2549. "กระบวนการเติบโตทางวิชาชีพของครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ : การศึกษาโดยวิธีการสร้างทฤษฎีพื้นฐานเชิงอุปมาน".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิรประภา พงศ์ไทย . "กระบวนการเติบโตทางวิชาชีพของครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ : การศึกษาโดยวิธีการสร้างทฤษฎีพื้นฐานเชิงอุปมาน."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549. Print.
ศิรประภา พงศ์ไทย . กระบวนการเติบโตทางวิชาชีพของครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ : การศึกษาโดยวิธีการสร้างทฤษฎีพื้นฐานเชิงอุปมาน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2549.