ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

รายงานวิจัยเชิงนโยบาย โครงการศึกษาสถานภาพและแนวโน้มการพัฒนาตลาดเซ็นเซอร์ของประเทศไทย : ตลาดชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : รายงานวิจัยเชิงนโยบาย โครงการศึกษาสถานภาพและแนวโน้มการพัฒนาตลาดเซ็นเซอร์ของประเทศไทย : ตลาดชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
นักวิจัย : กัลยา อุดมวิทิต , กาญจนา วานิชกร , Kalaya Udomvitid , Kanchana Wanichkorn
คำค้น : Diagnostic reagents and test kits , Electrical and electronic engineering , Electrical engineering , Engineering and technology , Sensors , ชุดตรวจวินิจฉัยโรคสำเร็จรูป , ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ , สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ , อุปกรณ์ตรวจจับ
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/9217
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันเซ็นเซอร์ หรืออุปกรณ์ตรวจวัดถูกนำมาประยุกต์ใช้งานในผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างแพร่หลาย เช่น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิที่ติดตั้งในเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เซ็นเซอร์ระบุตำแหน่งสำหรับเครื่องจักรอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ เซ็นเซอร์สำหรับชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ เซ็นเซอร์ตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ดิน และอากาศ เป็นต้น โดยคาดว่าเทคโนโลยีเซ็นเซอร์จะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญที่จะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอนาคต ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสถานภาพปัจจุบันของตลาดและแนวโน้มของความต้องการใช้เซ็นเซอร์ของประเทศไทย จึงจัดทำโครงการศึกษาวิจัยสถานภาพและแนวโน้มการพัฒนาตลาดเซ็นเซอร์ของประเทศไทยขึ้น เพื่อศึกษาสถานภาพปัจจุบันของตลาดและแนวโน้มของความต้องการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์เซ็นเซอร์ของประเทศไทย สำหรับใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ของประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการใช้งานภายในประเทศและของตลาดโลกต่อไป โดยศึกษาการประยุกต์ใช้เซ็นเซอร์ใน 3 อุตสาหกรรมได้แก่ อุตสาหกรรมชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน และอุตสาหกรรมการเกษตร รายงานฉบับนี้ นำเสนอผลการศึกษาสำหรับอุตสาหกรรมชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าอุตสาหกรรมชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง โดยมีมูลค่าตลาดในปี 2005 ประมาณ 1.46 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี บริษัทผู้นำประมาณ 15 บริษัทครองตลาดโลกรวมกันคิดเป็นมูลค่าประมาณร้อยละ 90 ของตลาดทั้งหมด ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีการลงทุนวิจัยและพัฒนาโดยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 35 ของรายได้ทั้งหมด และมีกลยุทธ์ทางการค้าในการกีดกันผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดที่เข้มแข็ง ทำให้บริษัทขนาดเล็กที่มีงบวิจัยและพัฒนาที่จำกัดยากที่จะรุกตลาดของบริษัทรายใหญ่เหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเกิดขึ้นหลายรายที่ประสบความสำเร็จ โดยมียอดขายสูงกว่า 4,000 ล้านบาท หรือ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ บริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้เนื่องจากการเลือกตลาดที่จำเพาะ (niche market) สำหรับธุรกิจชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ของไทยนั้นมีมูลค่าตลาดโดยรวมประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี และมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 10 ต่อปี โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประมาณ 50 บริษัทเป็นบริษัทนำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยมียอดขายเฉลี่ยประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับผู้ผลิตชุดตรวจแบบครบวงจรมีทั้งหมด 11 แห่ง เป็นหน่วยงานของรัฐ 5 แห่ง และเป็นบริษัทเอกชน 6 ราย ซึ่งผลิตเพื่อการใช้งานภายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ มียอดขายประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยไม่มีเทคโนโลยีฐาน (platform technology) ของชุดตรวจวินิจฉัยเป็นของตนเอง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เกิดจากการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาต่อยอดให้มีความจำเพาะต่อสารตั้งต้นทางชีวภาพที่พัฒนาขึ้นในประเทศ โดยการนำเทคโนโลยีฐานมาใช้ในรูปแบบนี้ทำให้ต้องจ่ายค่าตอบแทนกลับคืนไปยังบริษัทเจ้าของเทคโนโลยี อีกทั้งการส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายยังประเทศที่มีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีฐานมีต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้เป็นอุปสรรคในการแข่งขัน ดังนั้นแนวทางหนึ่งในการยกระดับอุตสาหกรรมชุดตรวจของไทยจึงควรมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีลักษณะเป็นเทคโนโลยีฐานที่สามารถประยุกต์เพื่อใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งในด้านการแพทย์ การเกษตร/อาหาร และสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐควรสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมีความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีฐานไปพร้อมๆ กับการต่อยอดเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภัณฑ์ และควรศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มทุนในการซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยีฐานที่จำเป็น เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ สำหรับโอกาสทางการตลาดนั้น จากการศึกษาพบว่าปัจจุบันตลาดภายในประเทศยังคงมีความต้องการชุดตรวจสำหรับโรคเฉพาะถิ่น ซึ่งมีโอกาสส่งออกไปจำหน่ายในประเทศเขตร้อนที่มีความต้องการชุดตรวจโรคที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ความมีการศึกษาเชิงลึกถึงความต้องการชุดตรวจสำหรับโรคเฉพาะถิ่น เพื่อจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนในการใช้งาน และประมาณมูลค่าตลาด สำหรับเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และวางกลยุทธ์ทางการตลาดต่อไป นอกจากนี้ ภาครัฐควรจัดให้มีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก อาทิ ปรับลดภาษีสำหรับวัตถุดิบเพื่อการผลิตชุดตรวจ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกผลิตภัณฑ์ จัดให้มีกลไกการตรวจคุณภาพมาตรฐานสินค้าชุดตรวจทั้งนำเข้าและส่งออกให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และสร้างกลไกการเงินและการเข้าสู่แหล่งทุน รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้ลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนามากขึ้น

บรรณานุกรม :
กัลยา อุดมวิทิต , กาญจนา วานิชกร , Kalaya Udomvitid , Kanchana Wanichkorn . (2552). รายงานวิจัยเชิงนโยบาย โครงการศึกษาสถานภาพและแนวโน้มการพัฒนาตลาดเซ็นเซอร์ของประเทศไทย : ตลาดชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
กัลยา อุดมวิทิต , กาญจนา วานิชกร , Kalaya Udomvitid , Kanchana Wanichkorn . 2552. "รายงานวิจัยเชิงนโยบาย โครงการศึกษาสถานภาพและแนวโน้มการพัฒนาตลาดเซ็นเซอร์ของประเทศไทย : ตลาดชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
กัลยา อุดมวิทิต , กาญจนา วานิชกร , Kalaya Udomvitid , Kanchana Wanichkorn . "รายงานวิจัยเชิงนโยบาย โครงการศึกษาสถานภาพและแนวโน้มการพัฒนาตลาดเซ็นเซอร์ของประเทศไทย : ตลาดชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2552. Print.
กัลยา อุดมวิทิต , กาญจนา วานิชกร , Kalaya Udomvitid , Kanchana Wanichkorn . รายงานวิจัยเชิงนโยบาย โครงการศึกษาสถานภาพและแนวโน้มการพัฒนาตลาดเซ็นเซอร์ของประเทศไทย : ตลาดชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2552.