ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาถึงความปลอดภัยของสารหวานสตีวิออลและสตีวิโอไซด์ในหนูแฮมสเตอร์และหนูพุกขาว

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาถึงความปลอดภัยของสารหวานสตีวิออลและสตีวิโอไซด์ในหนูแฮมสเตอร์และหนูพุกขาว
นักวิจัย : ชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว , Chaivat Toskulkao
คำค้น : 36 05 0112 , Biochemistry , Biological sciences , Biology and biochemistry , Stevia rebaudiana , Steviol , Stevioside , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สตีวิออล , สตีวิโอไซด์ , สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย , สารให้ความหวาน , หญ้าหวาน
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2539
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/2191
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

สารหวานสตีวิโอไซด์ (Stevioside) เป็นสารหวานที่มีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลซูโครส (sucrose) มากที่สุดแต่มีความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครสประมาณ 200-300 เท่า พบว่าเป็นส่วนประกอบหลักของหญ้าหวาน (Stevia rebaudiana) สารหวานสตีวิโอไซด์นี้ได้มีการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารในการทำให้เกิด รสชาดเป็นเวลานานแล้ว การศึกษาถึงความปลอดภัยของสารหวานสตีวิโอไซด์นั้นได้มีการศึกษากันมาบ้าง แล้วในสัตว์ทดลอง แต่ผลสรุปถึงความปลอดภัยในการที่จะนำสารหวานสตีวิโอไซด์มาใช้ในคนนั้นยัง เป็นที่สงสัยว่าจะมีความปลอดภัยหรือไม่ เนื่องจากว่าสารหวานสตีวิโอไซด์จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นสารสตีวิออล (steviol) โดยเอนไซม์จากแบคทีเรียในบริเวณลำไส้ใหญ่ของหนูพุก และมีรายงานการวิจัยออกมาว่า สารสตีวิออลนี้สามารถมีฤทธิ์ในการก่อกลายพันธุ์ได้กับแบคทีเรีย Salmonella typhimurium (TM 677) ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาความปลอดภัยของสารสตีวิออลด้วย การที่จะศึกษาถึงความปลอดภัยในการใช้สารหวานสตีวิโอไซด์และสาร สตีวิออลนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้สัตว์ทดลองต่าง ๆ ที่ง่ายต่อการเกิดพิษจากสารหวานสตีวิโอไซด์มากที่สุด โดยพบว่าหนูแฮมสเตอร์จะตอบสนองต่อการเกิดพิษจากสารหวานสตีวิโอไซด์และสารสตี วิออลได้ดีกว่าสัตว์ทดลองชนิดอื่น การศึกษาการเกิดพิษอย่างเฉียบพลันของสารหวานสตีวิโอไซด์และสารสตีวิออล ได้ทำการทดลองในสัตว์ทดลอง 3 ชนิดคือ หนูพุก (rats) หนูถีบจักร (mice) และหนูแฮมสเตอร์ (hamsters) และได้ทำการศึกษาทั้งในเพศผู้และเพศเมีย สัตว์ทดลองทั้ง 3 ชนิดจะถูกป้อนด้วยสารหวานสตีวิโอไซด์และสารสตีวิออลในขนาดปริมาณต่าง ๆ หลังจากนั้นทำการสังเกตอาการต่าง ๆ ที่ปรากฎขึ้น รวมทั้งบันทึกระยะเวลาที่สัตว์ทดลองตาย สัตว์ทดลองที่ตายจะทำการเก็บเนื้อเยื่อต่าง ๆ มาตรวจทางพยาธิสภาพที่เกิดขึ้น ส่วนสัตว์ทดลองที่ไม่ตายจะเลี้ยงต่อไปจนครบ 14 วัน หลังจากนั้นจะทำการฆ่าสัตว์ทดลองเพื่อนำเอาเนื้อเยื่อต่าง ๆ ไปตรวจทางพยาธิสภาพที่เกิดขึ้น ผลการทดลองปรากฎว่า สารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณที่สูงถึง 15 g/kg BW ไม่สามารถทำให้สัตว์ทดลองตายได้ทั้งเพศผู้และเพศเมียในหนูถีบจักร หนูพุก และหนูแฮมสเตอร์ ดังนั้นค่า LD50 ของสารหวาน สตีวิโอไซด์ในหนูถีบจักร หนูพุก และหนูแฮมสเตอร์จะมากกว่า 15 g/kg BW สำหรับสารสตีวิออลนั้นพบว่า เมื่อให้สารสตีวิออลในขนาดปริมาณ 15 g/kg BW ในหนูพุกและหนูถีบจักรทั้งเพศผู้และเพศเมียจะทำให้สัตว์ทดลองตาย 1 ตัวในแต่ละกลุ่ม ซึ่งค่า LD50 ของสารสตีวิออลในหนูพุกและหนูถีบจักรจะมากกว่า 15 g/kg BW ส่วนหนูแฮมสเตอร์จะมีความทนทานต่อสารสตีวิออลได้น้อยกว่าหนูพุกและหนูถึบ จักร โดยในหนูแฮมสเตอร์เพศผู้จะมีค่า LD50 5.20 g/kg BW ส่วนหนูแฮมสเตอร์เพศเมียจะมีค่า LD50 6.10 g/kg BW สำหรับสาเหตุการตายของหนูแฮมสเตอร์ที่เกิดจากสารสตีวิออลนั้นเป็นผลเนื่องมา จากมีการล้มเหลวของการทำงานของไตในสัตว์ทดลองโดยที่พบว่าสารสตีวิออลไปทำลาย ท่อไตโดยเฉพาะกับท่อไตส่วนตับ (proximal tubular cells) การศึกษาถึงผลของสารหวานสตีวิโอไซด์ต่อหน้าที่การทำงานทางสรีรวิทยาของระบบ ทางเดินอาหาร ในการศึกษาครั้งนี้ต้องการดูว่าสารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณที่สูง เมื่อป้อนเข้าไปทางปากจะไปมีผลต่อหน้าที่การทำงานทางสรีรวิทยาของลำไส้เล็ก ได้หรือไม่โดยทำการศึกษาในหนูแฮมสเตอร์ ผลการทดลองพบว่า สารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณ 500 และ 1000 มิลลิกรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม/วัน โดยทำการป้อนให้กินทุกวันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ จะไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ทดลอง แต่ถ้าป้อนสารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณ 2500 มิลลิกรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม/วัน ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมากให้แก่สัตว์ทดลองทุกวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าน้ำหนักสัตว์ทดลองจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มควบคุม ซึ่งปริมาณสารหวานสตีวิโอไซด์ที่ให้ในการทดลองครั้งนี้จะสูงมากเมื่อเปรียบ เทียบกับปริมาณสารหวานสตีวิโอไซด์ที่คนรับประทานเข้าไปในแต่ละวัน สารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณสูงดังกล่าวข้างต้นไม่มีผลต่อน้ำหนักและความ ยาวของลำไส้เล็กรวมทั้งการทำงานของเอนไซม์บนผนังบรัสบอร์เดอร์ของลำไส้เล็ก เช่น แลคเตส และมอลเตส แต่พบว่าสารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณตั้งแต่ 1,000 มิลลิกรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม/วัน เมื่อให้กินทุกวันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ สามารถไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ซูเครสได้มากกว่าการกระตุ้นด้วยน้ำตาล ซูโครสโดยตรง ซึ่งมีผลในการกระตุ้นการเปลี่ยนจากน้ำตาลซูโครสให้เป็นน้ำตาลฟรุคโตสและ กลูโคสได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เหตุผลของสารหวานสตีวิโอไซด์สามารถกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ซูเครสยังไม่ เป็นที่ทราบแน่ชัด สำหรับผลของสารหวานสตีวิโอไซด์สามารถกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ซูเครสยังไม่ เป็นที่ทราบแน่ชัด สำหรับผลของสารหวานสตีวิโอไซด์ต่อการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสของลำไส้เล็กพบว่า สารหวานสตีวิโอไซด์ในปริมาณ 500-1,000 มิลลิกรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม/วัน ไม่มีผลต่อการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส แต่ในขนาดปริมาณ 2,500 มิลลิกรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม/วัน ให้กินติดต่อกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าจะสามารถยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสจากลำไส้เล็ก ซึ่งผลการยับยั้งน้ำตาลกลูโคสจากสารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณสูง เป็นผลเนื่องจากสารหวานสตีวิโอไซด์ไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Na+-K+ ATPase และไปรบกวนโครงสร้างของเซลล์ดูดซึมโดยเฉพาะในบริเวณผนังบรัสบอร์เดอร์ของลำไส้เล็ก การศึกษาฤทธิ์ในการก่อกลายพันธุ์ของสารหวานสตีวิโอไซด์และสารสตีวิออล ได้ทำการตรวจสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยวิธีของเอมส์ และโดยวิธีดูไมโครนิวเคลียสในเซลล์เม็ดเลือดแดงของไขกระดูก การตรวจสอบโดยวิธีของเอมส์ จะใช้แบคทีเรีย Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA 98 และ TA 100 เป็นตัวทดสอบ และทดสอบทั้งในระบบที่มีและไม่มีเอนซัยม์จากตับ (liver S9 fraction) ของสัตว์ทดลองชนิดต่าง ๆ เช่น หนูพุกขาว หนูถีบจักร หนูแฮมสเตอร์ และหนูตะเภา ที่ถูกกระตุ้นให้มีการเพิ่มการผลิต และการทำงานของเอนซัยม์ในส่วนของไมโครโซมภายในตับมาก่อนด้วยสาร sodium phenobarbital และ 5,6-benzoflavone ผลการทดลองพบว่าสารหวานสตีวิโอไซด์และสารสตีวิออลในปริมาณความเข้มข้นสูงสุด ที่ 50 และ 2 มิลลิกรัมต่อ plate ตามลำดับ ไม่มีฤทธิ์ทำให้แบคทีเรีย S.typhimurium ทั้งสองสายพันธุ์คือ TA 98 และ TA 100 เกิดการกลายพันธุ์เมื่อทดสอบโดยวิธีของเอมส์ทั้งในระบบที่มีและไม่มีเอน ซัยม์ที่อยู่ในส่วนของไมโครโซมจากตับของหนูพุกขาว หนูถีบจักร หนูแฮมสเตอร์ และหนูตะเภา แต่พบว่าทั้งสารสตีวิโอไซด์และสารสตีวิออลในปริมาณสูงมีฤทธิ์ฆ่า (killing effect) แบคทีเรียที่ใช้ในการทดสอบทั้งสองพันธุ์ และฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียนี้ลดลงเมื่อมีเอนซัยม์จากตับของสัตว์ทดลองชนิดต่าง ๆ อยู่ด้วย การตรวจสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสารใดสารหนึ่ง โดยวิธีดูไมโครนิวเคลียสนั้นเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ทดสอบเพื่อดูความเสียหายที่ เกิดขึ้นกับโครโมโซม ในการศึกษาครั้งนี้ใช้หนูแฮมสเตอร์ หนูพุก และหนูถีบจักรเป็นสัตว์ทดลอง ทำการป้อนสารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณ 10 กรัม/น้ำหนักสัตว์ทดลอง 1 กิโลกรัมในสัตว์ทดลองทั้ง 3 ชนิด ส่วนสารสตีวิออลนั้นจะป้อนในขนาดปริมาณ 4 กรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัมสำหรับแฮมสเตอร์ และในขนาดปริมาณ 8กรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัมสำหรับหนูพุกและหนูถีบจักร หลักจากนั้นทำการฆ่าสัตว์ทดลองที่ 24, 30, 48 และ 72 ชั่วโมงหลังจากให้สารหวานสตีวิโอไซด์และสารสตีวิออลและทำการดูดเอาไขกระดูด ออกมาจากกระดูกต้นขา (femur) มาป้าย (smear) บนแผ่นสไลด์และทำการย้อมสี หลักจากนั้นก็ทำการตรวจนับดูจำนวนเม็ดเลือดแดง (polychromatic erythrocyte) หรือ PCE ที่มีไมโครนิวเคลียส ว่ามีกี่เซลล์ต่อจำนวนเซลล์ PCEs 1000 เซลล์ จากการศึกษาพบว่า ทั้งสารหวานสตีวิโอไซด์และสารสตีวิออลในขนาดปริมาณดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็น ปริมาณที่สูงมาก เมื่อให้กับหนูแฮมสเตอร์ หนูพุก และหนูถีบจักรไม่สามารถชักนำให้จำนวน PCE ที่มีไมโครนิวเคลียสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มควบคุมในทุกช่วงเวลาที่ทำการศึกษา การศึกษาถึงพิษเรื้อรังและฤทธิ์ในการก่อมะเร็งของสารสตีวิออล ได้ทำการทดสอบในหนูแฮมสเตอร์ทั้งเพศผู้และเพศเมียโดยให้สัตว์ทดลองได้รับ สารสตีวิออลติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ โดยแบ่งสัตว์ทดลองออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 55 ตัวในแต่ละเพศ แต่ละกลุ่มจะได้รับอาหารที่มีสารสตีวิออลในระดับต่าง ๆ กันคือ 0, 100 และ 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักอาหาร 1 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 22 เดือน ในเพศผู้ และ 18 เดือน ในเพศเมีย ในช่วงแรกของการกินอาหารที่มีสารสตีวิออลในระดับต่าง ๆ นั้น จะทำการตรวจวัดอัตราการเจริญเติบโต (growth rate) โดยทำการวัดน้ำหนักสัตว์ทดลองที่ระยะเวลาต่าง ๆ รวมทั้งวัดอัตราการกินอาหาร (relative total food consumption) และความสามารถในการนำอาหารไปใช้เสริมสร้างร่างกาย (food conversion efficiency) ในช่วง 3 เดือนแรก หลักจากนั้นจะทำการชั่งน้ำหนักหนูไปจนสิ้นสุดการทดลอง หลังจากสัตว์ทดลองได้รับสารสตีวิออล นาน 6 เดือน และ 12 เดือน ก็เลือกหนูเพศผู้ 5 ตัวและเพศเมีย 5 ตัว จากแต่ละกลุ่มเพื่อทำการศึกษาในด้านโลหิตวิทยา การตรวจหาสารชีวเคมีในเลือด และการตรวจทางจุลพยาธิในเนื้อเยื่อต่าง ๆ จากการทดลองพบว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่ได้รับสารสตีวิออลทั้ง 2ระดับ เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มควบคุมทั้งในด้านการเจริญเติบโต การกินอาหาร และความสามารถไปการนำอาหารไปใช้เสริมสร้างร่างกาย รวมถึงอัตราการตาย นอกจากนี้ยังไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างขนาดปริมาณที่ได้รับสารสตีวิออลกับผล การตรวจทางด้านโลหิตวิทยา การตรวจหาสารทางชีวเคมีในเลือด การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ และอุบัติการของการเกิดโรคและมะเร็งในเนื้อเยื่อชนิดต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน และ 12 เดือน เมื่อเลี้ยงสัตว์ทดลองต่อไปจนสิ้นสุดการทดลอง (ในเพศผู้เป็นระยะเวลา 22 เดือน และในเพศเมียเป็นระยะเวลา 18 เดือน) ก็จะนำสัตว์ทดลองทั้งหมดในแต่ละกลุ่มมาทำการศึกษาในด้านโลหิตวิทยา การตรวจหาสารชีวเคมีในเลือด และตรวจทางจุลพยาธิในเนื้อเยื่อต่าง ๆ นอกจากนี้ยังสามารถคำนวณหาช่วงชีวิตเฉลี่ย (average life span) ของสัตว์ทดลองในแต่ละกลุ่ม และทำการวัดน้ำหนักของอวัยวะต่าง ๆ ด้วย ผลการทดลอง ปรากฎว่าช่วงชีวิตเฉลี่ย น้ำหนักตัว น้ำหนักของอวัยวะต่าง ๆ ผลการตรวจทางด้านโลหิตวิทยา ผลการตรวจทางชีวเคมีในเลือด ผลการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะและอุบัติการของการเกิดโรค และมะเร็งในเนื้อเยื่อชนิดต่าง ๆ ของหนูกลุ่มที่ให้สารสตีวิออลไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุม การศึกษาฤทธิ์ในการก่อให้เกิดลูกวิรูปของสารสตีวิออล ได้ทำการทดลองในหนูแฮมสเตอร์ที่ตั้งท้อง จำนวนกลุ่มละ 12 ถึง 20 ตัว ทำการให้สารสตีวิออลในน้ำมันข้าวโพดขนาดปริมาณ 0, 250, 500, 750 และ 1,000 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ทางปากทุกวัน จากวันที่ 6 ถึง 10 ของการตั้งท้อง และทำการผ่าท้องในวันที่ 14 ของการตั้งท้อง กลุ่มควบคุมที่กำหนดให้มีความผิดปกติของตัวอ่อนจะได้รับเรตินอลปาลมิเตทประ เภททรานส์ ขนาดปริมาณ 600 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ผลการศึกษาพบว่า สารสตีวิออลขนาดปริมาณ 750 และ 1000 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ก่อให้เกิดภาวะเป็นพิษในแม่และตัวอ่อนอย่างรุนแรงโดยทำให้น้ำหนักตัวในวัน ที่ 6 ถึง 14 ของแม่หนูลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ร้อยละการตายของแม่หนูเพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนลูกที่มีชีวิตต่อครอกและน้ำหนักเฉลี่ยของตัวอ่อนลดลงอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ กลุ่มสัตว์ทดลองที่ได้รับสารสตีวิออลปริมาณปานกลาง (500 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน) มีภาวะเป็นพิษของแม่และตัวอ่อนน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับสารสตีวิออลในปริมาณ สูง จากการตรวจความผิดปกติของตัวอ่อนทางโครงร่างภายนอก อวัยวะภายในและโครงกระดูก ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ที่สัมพันธ์กับระดับของการรับสารสตีวิออล ยกเว้นในกลุ่มที่ได้รับสารสตีวิออลปริมาณ 750 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ซึ่งเป็นภาวะที่พบความเป็นพิษในแม่ จะพบลูกที่มีเยื่อหุ้มสมองยื่นเป็นถุงน้ำจากศรีษะทางด้านบน 1 ตัว จากผลการทดสอบ ประกอบกับการพิจารณาถึงสภาพการปลอดภาวะความเป็นพิษต่อแม่และลูก การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสารสตีวิออลขนาด 250 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน เป็นขนาดที่ให้เข้าไปแล้วไม่มีผลต่อความเป็นพิษต่อแม่และตัวอ่อนในหนูแฮม สเตอร์เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ระดับการรับสารสตีวิออลขนาดนี้เทียบได้รับการรับสารสตีวิโอไซด์ขนาดประมาณ 625 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าปริมาณที่ยินยอมให้มีการบริโภคสตีวิโอไซด์ในคน (7.938 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน) ประมาณ 80 เท่า การศึกษาถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงสารหวานสตีวิโอไซด์ในสัตว์ทดลอง ทำการให้สารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณ 1000 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เข้าไปทางปากในหนูแฮมสเตอร์หลังจากนั้นทำการเก็บเลือดที่ระยะเวลาต่าง ๆ (0-120 ชั่วโมง) เพื่อทำการวิเคราะห์หาปริมาณสารหวานสตีวิโอไซด์และสารเมตาโบไลท์ต่าง ๆ ในพลาสมา ผลการทดลองพบว่า หลังจากให้สารหวานสตีวิโอไซด์เข้าไปแล้ว ภายในระยะเวลา 1-3 ชั่วโมง มีการตรวจพบปริมาณของสารหวานสตีวิโอไซด์ในปริมาณสูงในพลาสมา และนอกจากนี้ยังตรวจพบว่ามีสารเมตาโบไลท์ต่าง ๆ เช่น สตีวิออลฮัยดรอกซีสติวิออลและไอโซสตีวิออล เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการดูดซึมสารหวานสตีวิโอไซด์จากทางเดินอาหารเข้าสู่ ร่างกายของสัตว์ทดลองได้และมีการเปลี่ยนแปลงสารหวานสตีวิโอไซด์ให้กลายเป็น สารเมตาโบไลท์ต่าง ๆ โดยอวัยวะภายในร่างกาย ที่ระยะเวลา 120 ชั่วโมงหลังจากให้สารหวานสตีวิโอไซด์เข้าสู่ร่างกาย มีการตรวจพบสารเมตาโบไลท์ในปริมาณที่น้อยในพลาสมาและไม่สามารถตรวจพบสารเมตา โบไลท์ของสารหวานสตีวิโอไซด์ในพลาสมา หลังจากให้เข้าไปแล้ว 120 ชั่วโมง สำหรับการกระจายตัวของสารหวานสตีวิโอไซด์ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายสัตว์ทดลองนั้น พบว่าหลังจากให้สารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณ 1000 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เข้าไปทางปากในหนูแฮมสเตอร์ที่ระยะเวลา 3 ชั่วโมง (เป็นระยะเวลาที่พบว่ามีปริมาณรวมของสารหวานสตีวิโอไซด์และสารเมตาโบไลท์ใน พลาสมาสูงสุด) จะมีการกระจายตัวของสารหวานสตีวิโอไซด์และสารเมตาโบไลท์ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ จากการวัดปริมาณรวมของสารหวานสตีวิโอไซด์และสารเมตาโบไลท์ (known metabolites) ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ เมื่อเทียบกับปริมาณของสารหวานที่ให้เข้าไปพบว่าจะมีการเรียงลำดับดังนี้คือ ตับ ไต สมองและจะมีปริมาณลดลงไปในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ปริมาณของสารหวานเมตาโบไลท์และสารเมตาโบไลท์ที่กระจายไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ นั้นจะมีปริมาณ 9.71% ของปริมาณสารหวานสตีวิโอไซด์ที่ให้เข้าไป สำหรับความสามารถในการขับสารหวานสตีวิโอไซด์และสารเมตาโบไลท์ออกจากร่างกาย ของสัตว์ทดลองนั้นพบว่าหลังจากให้สารหวานสตีวิโอไซด์ในขนาดปริมาณ 1000 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมเข้าไปทางปากในหนูแฮมสเตอร์ที่ระยะเวลา 24 ชั่วโมงนั้น ร่างกายของสัตว์ทดลองจะทำการขับสารหวานสตีวิโอไซด์และสารเมตาโบไลท์ออก จากร่างกายในปริมาณมาก ทั้งในปัสสาวะและอุจจาระเมื่อเทียบกับระยะเวลาอื่นหลังจากให้สารหวานเข้าไป นอกจากนี้ยังพบว่ามีการขับสารหวานในรูปของสตีวิโอไซด์ออกไปกับปัสสาวะด้วย สำหรับปริมาณการขับสารหวานสตีวิโอไซด์และสารเมตาโบไลท์ออกจากร่างกายของหนู แฮมสเตอร์จะมีการขับออกทางอุจจาระมากกว่าทางปัสสาวะ ภายหลังจากให้สารหวานสตีวิโอไซด์เข้าไปแล้ว 5 วัน ไม่สามารถตรวจพบสารหวานสตีวิโอไซด์และสารเมตาโบไลท์ในอุจจาระและไม่สามารถ ตรวจพบในปัสสาวะหลังจากให้สารหวานเข้าไปแล้ว 7 วัน การศึกษาถึงความสามารถในการย่อยสารหวานสตีวิโอไซด์โดยเอนไซม์ต่าง ๆ จากทางเดินอาหาร นำเอนไซม์จากแหล่งต่าง ๆ ภายในทางเดินอาหาร เช่น น้ำลาย เอนไซม์แอมิเลสจากน้ำลาย (purified) เปปซิน (purified) น้ำย่อยอาหารจากกระเพาะอาหารของคน เอนไซม์รวมจากตับอ่อน (purified) เอนไซม์แอมิเลสจากตับอ่อน (purified) และเอนไซม์จากผนังบรัสบอร์เดอร์ของเซลล์ดูดซึมของหนูพุก หนูถีบจักร และหนูแฮมสเตอร์มาทำปฏิกิริยากับสารหวานสตีวิโอไซด์ในหลอดทดลอง (in vitro) ที่ระยะเวลาต่าง ๆ ผลการทดลองพบว่าเอนซัยม์จากแหล่งต่าง ๆ ของทางเดินอาหารดังกล่าวไม่สามารถที่จะทำการย่อยสารหวานสตีวิโอไซด์ได้ นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาถึงความสามารถของเอนไซม์จากแบคทีเรียภายในลำไส้ ใหญ่ (ซีคัม) ของหนูพุก หนูถีบจักร และหนูแฮมสเตอร์ รวมทั้งจากอุจจาระของคน ว่ามีความสามารถย่อยสารหวานสตีวิโอไซด์ได้หรือไม่ โดยนำแบคทีเรียจากลำไส้ใหญ่ของสัตว์ทดลองดังกล่าว และจากอุจจาระของคนมาทำปฏิกิริยากับสารหวานสตีวิโอไซด์ในหลอดทดลอง ผลการทดลองพบว่าเอนไซม์จากแบคทีเรียจากลำไส้ใหญ่ของสัตว์ทดลอง และจากอุจจาระของคนสามารถทำการย่อยหรือเปลี่ยนสารหวานสตีวิโอไซด์ได้เป็น สารสตีวิออลเกือบทั้งหมด

บรรณานุกรม :
ชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว , Chaivat Toskulkao . (2539). การศึกษาถึงความปลอดภัยของสารหวานสตีวิออลและสตีวิโอไซด์ในหนูแฮมสเตอร์และหนูพุกขาว.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
ชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว , Chaivat Toskulkao . 2539. "การศึกษาถึงความปลอดภัยของสารหวานสตีวิออลและสตีวิโอไซด์ในหนูแฮมสเตอร์และหนูพุกขาว".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
ชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว , Chaivat Toskulkao . "การศึกษาถึงความปลอดภัยของสารหวานสตีวิออลและสตีวิโอไซด์ในหนูแฮมสเตอร์และหนูพุกขาว."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2539. Print.
ชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว , Chaivat Toskulkao . การศึกษาถึงความปลอดภัยของสารหวานสตีวิออลและสตีวิโอไซด์ในหนูแฮมสเตอร์และหนูพุกขาว. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2539.