ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การพัฒนากระบวนการผลิตแป้งข้าวที่ทนต่อการย่อย

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การพัฒนากระบวนการผลิตแป้งข้าวที่ทนต่อการย่อย
นักวิจัย : สุนันทา ทองทา , Sunanta Tongta
คำค้น : Biochemistry , Biological sciences , Biology and biochemistry , P-00-10213 , Rice flour , Starch , กระบวนการผลิต , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สตาร์ชข้าว , สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา , แป้งทนย่อยต่อเอนไซม์
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/1828
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

กระบวนการผลิตแป้งทนย่อยต่อเอนไซม์ชนิด 3 โดยใช้แป้งข้าวโปรตีนต่ำเป็นวัตถุดิบ ได้ศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมต่อการตัดกิ่งสตาร์ชข้าวจาก 3 ตัวแปร สภาวะที่เลือกคือ สตาร์ชข้าวตัดกิ่งที่เตรียมโดยใช้ความเข้มข้นของสตาร์ชข้าว 14.5% ร่วมกับปริมาณเอนไซม์พูลลูลาเนส 60 พูลลูลาเนสยูนิตต่อกรัมแป้ง เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งแสดงค่าระดับการย่อยสูงสุด และมีปริมาณแป้งทนย่อยเกิดขึ้น 15.9% การศึกษาสภาวะการบ่มสตาร์ชข้าวตัดกิ่งต่อการสร้างแป้งทนย่อย พบว่าการเพิ่มปริมาณสตาร์ชความเข้มข้น 15-30% และการเพิ่มระยะเวลาการบ่มจาก 24 เป็น72 ชั่วโมงไม่มีผลต่อการสร้างแป้งทนย่อย โดยมีปริมาณแป้งทนย่อยเกิดขึ้นในช่วง 26-31% สำหรับอุณหภูมิการบ่มที่ 4, 25, 50, 80 และ 100oซ ไม่มีผลต่อการสร้างแป้งทนย่อย มีปริมาณแป้งทนย่อยเกิดขึ้นในช่วง 26-33% แสดงรูปแบบผลึกแบบ CB และมีปริมาณผลึกสัมพัทธ์ 16-20% ส่วนอุณหภูมิการหลอมเหลวนั้นมีคาสูงขึ้นเมื่ออุณหภูมิการบ่มเพิ่มขึ้น การบ่มสตาร์ชข้าวตัดกิ่งในสภาวะอุณหภูมิการบ่มแบบวนรอบที่อุณหภูมิ 30/80 oซ ใช้เวลาการบ่ม 48 ชั่วโมง พบว่าการบ่มแบบวนรอบ 3 รอบที่ใช้ระยะเวลาการเติบโตผลึกนานกว่าเวลาการเกิดนิวเคลียสมีปริมาณแป้งทน ย่อยเกิดขึ้น 32% ขณะที่การบ่มแบบวนรอบ 3.5 รอบ ซึ่งใช้ระยะเวลาการเติบโตผลึกสั้นกว่ามีปริมาณแป้งทนย่อยเกิดขึ้น 37% แต่โครงสร้างผลึกที่ได้เป็นแบบ CB เหมือนกัน การบ่มแบบวนรอบโดยใช้อุณหภูมิการเกิดนิวเคลียส 30 และ 60 oซ ไม่มีผลต่อการสร้างแป้งทนย่อย ขณะที่การเพิ่มอุณหภูมิการเติบโตผลึกจาก 80 เป็น 120oซ มีผลในการลดการสร้างแป้งทนย่อย นอกจากนี้ยังทำให้อุณหภูมิการหลอมเหลวเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ช่วงคือ จาก 106 เป็น121oซ และจาก 159 เป็น 177 oซ การศึกษาวิธีการแยกแป้งทนย่อย ได้แก่ การทำแห้งแบบลูกกลิ้ง การทำแห้งแบบพ่นฝอย การทำแห้งโดยวิธีการเอกซ์ทรูชัน การทำแห้งโดยใช้ตู้อบลมร้อน และการทำแห้งแบบรวดเร็ว (flash drying) พบว่าแต่ละสภาวะของแต่ละวิธีการทำแห้งไม่ทำให้ปริมาณแป้งทนย่อยของแป้งข้าว มีความแตกต่างกัน แต่การทำแห้งมีผลให้ปริมาณแป้งทนย่อยลดลงจากตัวอย่างแป้งทนย่อยแบบสด การทำแห้งแบบพ่นฝอยให้ปริมาณแป้งทนย่อยสูงสุด คือ 44% ขณะที่การทำแห้งแบบตู้อบลมร้อน การเอกซ์ทรูชัน และแบบลูกกลิ้งแสดงปริมาณแป้งทนย่อยเท่ากับ 39, 35 และ 35% ตามลำดับ แป้งข้าวทนย่อยที่ได้จากการทำแห้งแบบลูกกลิ้งแสดงลักษณะโครงสร้างผลึกแบบ CA ขณะที่การแยกแป้งวิธีอื่นๆ แสดงลักษณะโครงสร้างผลึกแบบ CB การตรวจสอบสมบัติของแป้งข้าวทนย่อยในด้านการผลิตกรดไขมันสายสั้นในลำไส้ใหญ่ พบว่าสามารถผลิตกรดไขมันสายสั้นได้ปริมาณ 173 ?mol/g โดยมีปริมาณของอะซิเตทสูงสุด คือ 110.83 ?mol/g รองลงมาคือ โพรพิโอเนท และบิวไทเรท

บรรณานุกรม :
สุนันทา ทองทา , Sunanta Tongta . (2552). การพัฒนากระบวนการผลิตแป้งข้าวที่ทนต่อการย่อย.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
สุนันทา ทองทา , Sunanta Tongta . 2552. "การพัฒนากระบวนการผลิตแป้งข้าวที่ทนต่อการย่อย".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
สุนันทา ทองทา , Sunanta Tongta . "การพัฒนากระบวนการผลิตแป้งข้าวที่ทนต่อการย่อย."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2552. Print.
สุนันทา ทองทา , Sunanta Tongta . การพัฒนากระบวนการผลิตแป้งข้าวที่ทนต่อการย่อย. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2552.