ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

หลักการซื้อ-ขายทางเทคนิคกับการทดสอบสมมติฐานประสิทธิภาพตลาด ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : หลักการซื้อ-ขายทางเทคนิคกับการทดสอบสมมติฐานประสิทธิภาพตลาด ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นักวิจัย : เทพณรงค์ นพกรวิเศษ
คำค้น : ตลาดหลักทรัพย์ , หุ้นและการเล่นหุ้น , การเสนอซื้อหุ้น
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : 9746390635 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/10161
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนับได้ว่า เป็นแหล่งระดมเงินที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งนักลงทุนแต่ละรายย่อมมีวิธีการที่จะเลือกลงทุนหรือทำการซื้อ-ขายในหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่งที่แตกต่างกันออกไป และหลักการซื้อ-ขายทางทคนิค (Technical Trading Rule) ก็เป็นวิธีการหนึ่งในจำนวนหลายๆ วิธีที่จะเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่ทั้งนี้หากว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งนั้นมีประสิทธิภาพ (ในระดับต้น-Weak Form Efficien Market) แล้ว แต่นอนหลักการซื้อ-ขายทางเทคนิคย่อมไม่สามารถที่จะใช้ในการหากำไรเกินปกติได้หรือ ไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่มากไปกว่าผลตอบแทนที่มากไปกว่าผลตอบแทนปกติได้ ซึ่งในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้นำเอาหลักการซื้อ-ขายทางเทคนิค 3 เทคนิคที่นิยมใช้กันอยู่โดยทั่วไปคือ เทคนิคค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบแปรผัน (Variable-length Moving Average technique : VMA), เทคนิคค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบคงที่ (Fixed-length Moving Average Technique : FMA) และเทคนิคแนวรับ-แนวต้าน (Trading Range Break-out Technique : TRB) มาทำการทดสอบกับข้อมูลดัชนีราคา หลักทรัพย์ของตลาด (SET index) ซึ่งใช้เป็นดัชนีราคาปิดรายวันตั้งแต่ ม.ค. 2523-ก.ค. 2540 และยังได้ทำการทดสอบ โดยแบ่งข้อมูลออกเป็น 3 ช่วงด้วยกันซึ่งผลการทดสอบเมื่อได้รวมต้นทุนการซื้อ-ขายเข้าไปด้วยแล้วก็พบว่าการใช้เทคนิคค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบแปรผันมิได้สามารถให้ผลตอบแทนที่มากไปกว่าผลตอบแทนปกติได้เลย ในขณะที่การใช้เทคนิคค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบคงที่ และเทคนิคแนวรับ-แนวต้านนั้นให้ผลการทดสอบที่คล้ายคลึงกันคือ การทดสอบกับข้อมูลทั้งหมดและข้อมูลในช่วงเวลาแรกนั้นเทคนิคทั้งสองนี้สามารถที่จะให้ผลตอบแทนที่มากกว่าผลตอบแทนปกติได้หลังจากที่ได้รวมต้นทุนการซื้อ-ขายเข้าไปด้วย แต่เมื่อทดสอบกับข้อมูลในช่วงที่ 2 และ 3 แล้วกลับพบว่า เทคนิคทั้งสองนี้ไม่สามารถที่จะให้ผลตอบแทนเกินปกติได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีประสิทธิภาพ (ในระดับต้น) เมื่อทำการทดสอบกับข้อมูลทั้งหมดและข้อมูลในช่วงเวลาแรก แต่การทดสอบกับข้อมูลในช่วงเวลาที่ 2 และ 3 นั้นกลับพบว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีประสิทธิภาพ (ในระดับต้น) ขณะที่การศึกษาในอีกส่วนหนึ่งนั้นมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างไปจากในส่วนแรกคือ ต้องการที่จะทดสอบดูว่าแบบจำลองใดที่ใช้ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้สามารถที่จะอธิบายพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหลักทรัพย์ได้เหมาะสมกว่ากัน โดยการสร้างข้อมูลจำลองขึ้นจากแบบจำลอง 2 แบบคือ Random Walk model และ first-order Autoregressive model หรือ AR(1) แล้วจึงนำข้อมูลจำลองที่สร้างขึ้นนี้ไปทดสอบโดยใช้วิธีการเดียวกันกับในส่วนแรกที่ใช้ทดสอบกับข้อมูลจริง ซึ่งก็พบว่าแบบจำลอง AR(1) นั้นน่าที่จะอธิบายพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหลักทรัพย์ได้ดีกว่าแบบจำลอง Random Walk อย่างไรก็ตามแบบจำลอง AR(1) ก็ไม่ใช่แบบจำลองที่ดีเพียงพอที่จะใช้ในการอธิบายพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหลักทรัพย์ได้

บรรณานุกรม :
เทพณรงค์ นพกรวิเศษ . (2540). หลักการซื้อ-ขายทางเทคนิคกับการทดสอบสมมติฐานประสิทธิภาพตลาด ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เทพณรงค์ นพกรวิเศษ . 2540. "หลักการซื้อ-ขายทางเทคนิคกับการทดสอบสมมติฐานประสิทธิภาพตลาด ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เทพณรงค์ นพกรวิเศษ . "หลักการซื้อ-ขายทางเทคนิคกับการทดสอบสมมติฐานประสิทธิภาพตลาด ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540. Print.
เทพณรงค์ นพกรวิเศษ . หลักการซื้อ-ขายทางเทคนิคกับการทดสอบสมมติฐานประสิทธิภาพตลาด ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2540.