ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

กลไกการควบคุมการหลั่งน้ำนมระหว่างระยะการให้นมในโคนมลูกผสม Holstein : บทบาทของ growth hormone

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : กลไกการควบคุมการหลั่งน้ำนมระหว่างระยะการให้นมในโคนมลูกผสม Holstein : บทบาทของ growth hormone
นักวิจัย : ณรงค์ศักดิ์ ชัยบุตร
คำค้น : growth hormone , Holstein , กลไกการควบคุม , การหลั่งน้ำนม , ระยะการให้นม , โคนม
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=BRG4580002 , http://research.trf.or.th/node/2586
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่ออธิบาย การคงระยะของการให้นมสูงที่มีช่วงสั้นกว่าปกติในโคนมลูกผสมสายเลือดโอลสไตน์ 87.5% ในช่วงระยะของการให้นม ว่าเป็นผลจากการลดลงของระดับ growth hormone ในเลือด หรือเกี่ยวข้องกับกลไกอื่น ๆ ภายในร่างกาย การศึกษา ใช้โคนมลูกผสมโฮลสไตน์ ที่ให้นมครั้งแรกและไม่ตั้งท้อง จำนวน 10 ตัว โดยแบ่งโคนมออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 5 ตัว คือ กลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม แต่ละกลุ่มให้กินฟางข้าวที่ผ่านการหมักด้วย 5% ยูเรียเป็นอาหารหยาบ ระยะการศึกษาแบ่งเป็น 4 ช่วงต่อเนื่องกันในแต่ละกลุ่ม คือ ช่วงก่อนการทดลอง (45 วันภายหลังคลอด ก่อนเข้าสู่ระยะการให้นมสูงสุด) ระยะต้นของการให้นม (105 วันภายหลังคลอด) ระยะกลาง ของการให้นม (165 วันภายหลังคลอด) และระยะท้ายของการให้นม (225 วันภายหลังคลอด) หลังจากที่โคนมทั้ง 2 กลุ่มคลอดลูกได้ 60 วันใน โคนมกลุ่มทดลองทำการฉีด recombinant bovine somatotropin (rbST) ปริมาณ 500 มิลลิกรัมเข้าใต้ผิวหนังในทุก ๆ 14 วัน ส่วนโคนมกลุ่มควบ คุมจะทำการฉีด สารหลอก (placebo) ที่เป็นน้ำมันงา ปริมาณ 800 มิลลิกรัมเข้าใต้ผิวหนังทุก ๆ 14 วัน ตลอดระยะการทดลอง จากผลของการศึกษาพบว่าโคนมที่อยู่ในกลุ่มควบคุมและโคนมในกลุ่มที่ให้ rbST อัตราการกินอาหารแห้ง (dry matter) ไม่แตกต่างกัน ตลอดระยะการศึกษา การบันทึกการหลั่งน้ำนมต่อวันของโคนมในกลุ่มที่ให้ rbST มีการเพิ่มขึ้นในระยะต้น (20%) และระยะกลางของการให้ นม (9.5%) และจะลดลงในระยะท้ายของการให้นม (-2.7%) เมื่อเปรียบเทียบกับระยะก่อนการทดลอง กลุ่มสัตว์ที่ให้ rbST การให้น้ำนมต่อวัน เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับสัตว์ที่อยู่ในกลุ่มควบคุมในระยะต้นของการให้นม ปริมาณการให้น้ำนมต่อวัน ของกลุ่มโคนมที่ให้ rbST เพิ่มถึงจุด สูงในระยะต้นของการให้นม หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงในระยะท้ายของการให้นมลดลงเป็น 19% เมื่อเทียบกับระยะต้นของการให้นม จากการศึกษาการควบคุมของเหลวภายในร่างกายพบว่าปริมาณน้ำทั้งหมดของร่างกาย ปริมาณน้ำนอกเซลล์ ปริมาตรพลาสมา และปริมาตรเลือด ของโคนมในกลุ่มที่ให้ rbST จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อวัดค่าของปริมาณน้ำภายในเซลล์ในกลุ่มที่ให้ rbST ไม่พบความแตกต่าง แต่ในสัตว์กลุ่มควบคุมพบว่ามีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะต้นและระยะกลางของการให้นม ส่วนอัตราการหมุนเวียนของน้ำภายในร่างกาย ของกลุ่มโคนมที่ให้ rbST จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะต้นและระยะกลางของการให้นม อัตราการไหลของเลืดและของพลาสมาสู่ต่อม น้ำนมจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มที่ให้ rbST ตลอดระยะของการให้นมแต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในโคนมกลุ่มควบคุม ระหว่างการทดลอง ความเข้มข้นของ IGF-1 ในพลาสมาจะเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ให้ rbST มากกว่าในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญตลอด ระยะของการให้นม ระดับความเข้มข้นของกลูโคสโปรตีน และไตรกลีเซอไรด์ในพลาสมาของโคนมในแต่ละกลุ่มยังคงอยู่ในระดับเดิมตลอด ระยะการศึกษา การศึกษาความเข้มแข็งของส่วนประกอบในน้ำนมสำหรับแลคโตสในโคนมกลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ให้ rbST ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดระยะของการให้นม แต่ความเข้มข้นของโปรตีนและไขมันในน้ำนมของโคนมกลุ่มที่ให้ rbST จะเพิ่มขึ้นในระยะท้าย ๆ ของการให้นม ความเข้มข้นของไขมันนมในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST จะเพิ่มมากกว่าในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญในระยะ ต้นของการให้นม ความเข้มข้นโซ เดียมและโพแทสเซียมในน้ำนม รวมทั้งอัตราส่วนระหว่างโซเดียมต่อโพแทสเซียมในแต่ละระยะของการให้นมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัย สำคัญ ความเข้มข้นของคลอไรด์ในน้ำนมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเข้าสู่ระยะท้าย ๆ ของการให้นมในโคนมกลุ่มควบคุม ในขณะที่กลุ่ม โคนมที่ให้ rbST ความเข้มข้นของคลอไรด์ในน้ำนมจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะต้นของการให้นม ระดับ plasminogen และ plasmin ในน้ำนมจะเพิ่มขึ้นในระยะท้าย ๆ ของการให้นมในสัตว์ทั้ง 2 กลุ่ม อัตราส่วนระหว่าง plasminogen ต่อ plasmin พบว่าลดลงในกลุ่มควบคุม แต่ในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST จะเพิ่มขึ้น ในระยะท้าย ๆ ของการให้นม การศึกษาแนวทางการใช้สารอาหารจากพลาสมาโดยต่อมน้ำนมพบว่า ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นในพลาสมาที่มาจากเลือดแดงสำหรับ กลูโคส, acetate, ?-hydroxybutyrat และ glycerol อิสระส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะการศึกษาทั้งกลุ่มโคนมที่ให้ rbST และโค นมกลุ่มควบคุม การศึกษาความแตกต่างของความเข้มข้นของสารอาหารระหว่างเลือดดำและเลือดแดงในต่อมน้ำนมและสัดส่วนของการแยกใช้ใน ต่อมน้ำนมสำหรับการใช้กลูโคสโดยต่อมน้ำนมในระยะต้นของการให้นมในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST จะเพิ่มขึ้นปริมาณ 20% และจะลดลงใน ระยะกลางและระยะท้ายของการให้นม ความแตกต่างของความเข้มข้นของสารอาหารระหว่างเลือดดำและเลือดแดงในต่อมน้ำนมและสัดส่วน ของการแยกใช้ในต่อมน้ำนม สำหรับ acetate จะเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST ซึ่งสูงกว่าโคนมในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทั้งใน ระยะต้นและระยะกลางของการให้นม ความแตกต่างของความเข้มข้นของสารระหว่างเลือดดำและเลือดแดงในต่อมน้ำนมและสัดส่วนของการ แยกใช้โดยต่อมน้ำนมสำหรับ ?-hydroxybutyrat ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในโคนมกลุ่มที่ให้ rbST การใช้ ?-hydroxybutyrat ในต่อมน้ำนมใน กลุ่มโคนมที่ให้ rbST จะเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ระยะท้าย ๆ ของการให้นมแต่ในโคนมกลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลง ความแตกต่างของความ เข้มข้นของสารอาหารระหว่างเลือดดำและเลือดแดงในต่อมน้ำนมและสัดส่วนของการแยกใช้โดยต่อมน้ำนมสำหรับ glycerol อิสระพบมีค่าแปร ปรวนตลอดระยะการให้นมในโคนมทั้ง 2 กลุ่ม ความเข้มข้นของกรดไขมันอิสระ (C16-C18) ในพลาสมามีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองและจะสูงกว่าในโคนมกลุ่มควบคุม ความแตกต่างของความเข้มข้นระหว่างเลือดดำและเลือดแดงในต่อม น้ำนมและการใช้ไขมันอิสระโดยต่อมน้ำนมมีค่าแปรปรวนในโคนมทั้ง 2 กลุ่ม ความเข้มข้นของสารอาหารระหว่างเลือดดำและเลือดแดงในต่อม น้ำนมและสัดส่วนของการแยกใช้โดยต่อมน้ำนมของ triacylglycerol และสัดส่วนของการแยกใช้โดยต่อมน้ำนมไม่มีการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มโค นมที่ให้ rbST เมื่อเทียบกับระยะก่อนทดลอง แต่การใช้ triacylglycerol โดยต่อมน้ำนมจะเพิ่มขึ้นภายหลังการให้ rbST ในโคนมกลุ่มควบคุมจะ ไม่พบข้อแตกต่างระหว่างความเข้มข้นของสารอาหารระหว่างเลือดดำและเลือดแดงในต่อมน้ำนมและสัดส่วนของการแยกใช้ tricylglycerol โดย ต่อมน้ำนม ผลการใช้กลูโคสร่วมไปกับการถูกใช้ไปเป็นส่วนประกอบของน้ำนมต่าง ๆ ภายในต่อมน้ำนมพบว่าอัตราการขับหลั่งแลคโตสและ triacylglycerol ในน้ำนมในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญร่วมไปกับการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของกลูโคสในน้ำนมทั้งใน ระยะต้น และระยะกลางของการให้นม การขับหลั่ง triacylglycerol ในน้ำนมและความเข้มข้นของ triacylglycerol ในน้ำนมในกลุ่มโคนมที่ฉีด rbST จะเพิ่มสูงอย่างชัดเจนในระยะต้นของการให้นม และยังคงระดับสูงตลอดระยะการให้นม การขับหลั่งแลคโตสและซิเตรทพบสูงขึ้นใน ระยะต้นของการให้นมในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST เปรียบเทียบกับโคนมในกลุ่มควบคุม ความเข้มข้นของกาแลคโตสในน้ำนมจะเพิ่มขึ้นอย่าง ชัดเจนในขณะที่ความเข้มข้นของ UDP-glucose ในน้ำนมจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อเข้าสู่ระยะท้าย ๆ ของการให้นมในโคนมทั้ง 2 กลุ่ม ความเข้มข้นของ citrate ในน้ำนมจะลดลงในขณะที่ความเข้มข้นของ 2-oxoglutarate จะเพิ่มขึ้นในระยะท้าย ๆ ของการให้นมในโคนมทั้ง 2 กลุ่ม ความเข้มข้นของ isocitrate ในน้ำนมจะลดลงในระยะท้ายของการให้นมในโคนมกลุ่มควบคุม ความเข้มข้นของ G6P, G1P และ cAMP ในน้ำนมจะลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเข้าสู่ระยะท้ายของการให้นมในโคนมทั้ง 2 กลุ่ม การศึกษาเมแทบอลิซึมของกลูโคสสัมพันธ์กับการใช้กลูโคสภายในต่อมน้ำนมพบว่าในระยะก่อนการทดลอง อัตราการหมุนเวียนการ ใช้กลูโคสทั้งหมดภายในร่างกายและการนำกลับมาใช้ของคาร์บอนอะตอมในกลูโคสไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโคนมควบคุมกับกลุ่มโคนม ที่ให้ rbST ในระยะต้นของการให้นม อัตราการหมุนเวียนของกลูโคสในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST จะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับระยะก่อนการทดลอง แต่ไม่พบความเปลี่ยนแปลงในโคนมกลุ่มควบคุม ส่วนในระยะกลางของการให้นมของกลุ่มโคนมที่ให้ rbST การเคลียรานซ์กลูโคสจาก พลาสมา รวมทั้งอัตราการหมุนเวียนกลูโคสจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับระยะก่อนการทดลอง สัดส่วนการใช้กลูโคสนอกต่อม น้ำนมพบว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ระยะกลางและระยะท้ายของการให้นมเมื่อเปรียบเทียบกับระยะก่อนการทดลองในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST การใช้ คาร์บอนอะตอมของกลูโคสไปในการสังเคราะห์ซิเตรทในน้ำนมจะมีมากกว่าในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST เมื่อเทียบกับโคนมกลุ่มควบคุมในระยะ กลางและระยะท้ายของการให้นม การใช้กลูโคสคาร์บอนไปในการสังเคราะห์ triacylglycerol ในน้ำนมจะพบว่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอด ระยะการให้นมในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST ในระยะต้นของการให้นม การสร้าง NADPH ที่มาจากกลูโคสสำหรับใช้ในการสังเคราะห์กรดไขมัน ภายในต่อมน้ำนมในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST จะพบสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับโคนมกลุ่มควบคุม ความเข้มข้นของกรดไขมันใน น้ำนมที่ความยาวของโซ่อะตอมคาร์บอนที่ C16-C18 จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระหว่างที่ให้ rbST ในระยะต่าง ๆ ของการให้น้ำนมเปรียบ เทียบกับโคนมในกลุ่มควบคุม จากผลของการศึกษาสามารถสรุปได้ว่ากลไกที่ rbST มีผลต่อการทำงานของต่อมน้ำนมโดยตรงหรือโดยอ้อมซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยน แปลงของการใช้กลูโคสภายในเซลล์ต่อมน้ำนมไปในวิธีของการสังเคราะห์น้ำนมในช่วงระยะต้นของการให้นม จาการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้น ของระดับกลูโคสภายในเซลล์ต่อมน้ำนมจะมีผลไปเพิ่มการเคลื่อนของ G6P เข้าสู่กระบวนการสังเคราะห์แลคโตสและใช้ในวิถีเพนโตส การทำ งานของ rbST ที่มีผลต่ออัตราการไหลของเลือดสู่ต่อมน้ำนมนอกจากจะผ่านการทำงานของ IGF-1 แล้ว การทำงานของ rbST ยังไปเพิ่มปริมาตร ของน้ำทั้งหมดภายในร่างกายและปริมาตรน้ำนอกเซลล์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งร่วมไปกับการช่วยเพิ่มอัตราการไหลของเลือดสู่ต่อมน้ำนมโดยนำสารไป สู่ต่อมน้ำนมเพื่อการเพิ่มผลผลิตน้ำนม การเพิ่มระดับ IGF-1 ในพลาสมาไม่มีผลต่อการคงระยะของการให้นมสูงที่มีช่วงสั้นกว่าปกติในกลุ่มโค นมที่ให้ rbST อาจเนื่องมาจากมีการสร้างโปรตีนในพลาสมาที่จะไปจับกับ IGF-1 อิสระและยับยั้งการออกฤทธิ์ของ IGF-1 การลดลงของการหลั่ง น้ำนมเมื่อเข้าสู่ระยะท้ายของการให้นมไม่ได้ถูกควบคุมโดยการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกต่อมน้ำนมเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการ เปลี่ยนแปลงภายในต่อมน้ำนมที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของระบบ plasmin-plasminogen ภายในต่อมน้ำนมด้วย จากผลขอบงการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้ เห็นว่าการเพิ่มสารอาหารไปสู่ต่อมน้ำนมในกลุ่มโคนมที่ให้ rbST เป็นผลจากการเหนี่ยวนำให้มีการเพิ่มอัตราการไหลของเลือดสู่ต่อมน้ำนม ความเข้มข้นของกลูโคสในต่อมน้ำนมจะสะท้อนถึงความเข้มข้นของกลูโคสภายในเซลล์ต่อมน้ำนม สามารถใช้เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะควบคุม อัตราการสร้างแลคโตสในการใช้กลูโคสในวิถีการสังเคราะห์แลคโตส ในกลุ่มโคนที่ให้ rbST ที่มีช่วงระยะสั้นของการคงระยะของการให้นมใน ระดับสูงเหมือนกันโคนมกลุ่มควบคุมที่ได้รับสารหลอก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตน้ำนมในระยะท้ายของการให้นมจะถูกควบคุม จากปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงภายนอกต่อมน้ำนมและภายในต่อมน้ำนม The present study was designed to clarify whether a shorter lactation persistency of crossbred cattle containing 87.5% Holstein genes during lactation advance was due to the reduction of the growth hormone level or associated with some other mechanisms. Ten, first lactating, non-pregnant, crossbred, Holstein dairy cattle were divided into two groups of five animals each; an experimental group and a control group. Animals in each group were fed with rice straw, treated with 5% urea, as the source of roughage. Four consecutive study periods were carried out in each group. These consisted of a pretreatment period (45 days postpartum before lactation peak) and three treatment periods during early lactation (105 days postpartum), mid-lactation (165 days postpartum) and late lactation (225 days postpartum). During the treatment periods, animals that had completed 60 days of lactation were injected subcutaneously every 14 days with 500 mg of recombinant bovine somatotropin (rbST) (POSILAC, Monsanto, USA) in the experimental group, while animals in the control group were injected subcutaneously every 14 days, with 800 mg of sterile sesame oil, without rbST, as a placebo. The present results show that the total daily dry matter intakes were not significantly different between the control animals and rbST-treated animals throughout the study. The milk yield per day of rbST-treated animals increased in early lactation (20%), mid-lactation (9.5%) and decreased in late lactation (-2.7%) when compared with the pretreatment period. Milk yield increased in rbST treatment which was 22% greater than that of the control animals receiving placebo in early lactation. Milk yield of rbST treated animals rose to a peak in early lactation and then gradually declined. In late lactation, milk yield of rbST treated animals was decreased to 19% as compared with early lactation. The study on the regulation body fluids showed significant increases in absolute values of total body water (TBW), extracellular water (ECW), plasma volume and blood volume during rbST treatment. The estimated value of intracellular water (ICW) of the rbST-treated animals showed no differences, whereas it significantly decreased in the control animals during early and mid-lactation. The water turnover rate (WTO) of rbST-treated animals significantly increased in early and mid-lactation. Udder plasma flow and udder blood flow markedly increased with rbST treatment in all stages of lactation and there were no significant changes in the control animals. During the treatment periods, the increase in the concentration of plasma IGF-I in rbST treated animals was significantly higher than those of the control animals throughout the lactating period. Plasma glucose, protein and triglyceride concentrations in each group remained stable throughout the study. The concentration of milk components for lactose of both controls and rbST treated animals showed no significant changes throughout lactation, while the concentrations of milk protein and milk fat of rbST-treated animals increased during advanced lactation. The milk fat concentration of rbST-treated animals had a significantly greater than of control animals in the early lactation. No significant changes for the concentration of milk Na and K including Na/K ratio in comparison with control animals at different stages of lactation. The concentration of milk C1 significantly increased during advanced lactation in the control animals, while the concentration of milk C1 of rbST-treated animals significantly decreased in the early lactation. The plasminogen and plasmin activities increased during lactation advances in both groups. The plasminogen: plasmin ratio decreased in the control animals while it increased in rbST-treated animals as lactation advances. The study on the mode of uptake of plasma nutrients by the mammary gland revealed that mean arterial plasma concentrations for glucose, acetate, ?-hydroxybutyrate and free glycerol were largely unchanged throughout periods of study in both controls and rbST-treated animals. The arteriovenous differences and extraction ratio of glucose across the mammary gland decreased as compared with pretreatment period in both groups. The net mammary uptake of glucose in early lactation of rbST-treated animals increased approximately 20%, whereas it decreased in mid- and late lactation as compared with the pretreatment period. The arteriovenous concentration differences, extraction ratio and mammary uptake of acetate were increased as lactation advances as compared with the pretreatment period in rbST-treated animals, which were significantly higher than of the control animals during early and mid-lactation. The arteriovenous differences and extraction ratio of ?-hydroxybutyrate of rbST-treated animals increased as lactation advances in comparison with pretreatment period while it remained constant through the course of lactation in the control animals. The arteriovenous differences and extraction ratio of free glycerol across the mammary gland in both groups showed valiable. The mean arterial plasma concentrations for free fatty acid (C16 to C18) were elevated after rbST administration as compared with the pretreatment period and those of control animals. The values of arteriovenous differences and the net uptake by the mammary gland for FFA were variable during lactating periods in both groups. The arteriovenous differences, extraction ratio of triacylglycerol were unchanged as compared with pretreatment period in rbST-treated animals, but the net uptake of triacylglycerol across the mammary gland increased in rbST-treated animals in comparison with pretreatment period. There were no significant differences of arteriovenous differences, extraction ratio and net uptake of triacylglycerol during lactation advance in control animals. The values of arteriovenous differences and the net uptake by the mammary gland for FFA were variable during lactating periods in both groups. The arteriovenous differences, extraction ratio of triacylglycerol were unchanged as compared with pretreatment period in rbST-treated animals, but the net uptake of triaclglycerol across the mammary gland increased in rbST-treated animals in comparison with pretreatment period. There were no significant difference of arteriovenous differences, extraction ratio and net uptake of triacylglycerol during lactation advance in control animals. The utilization of glucose in the mammary gland was determined by measuring rates of glucose uptake and the incorporation of glucose into milk components in both control animals and rbST-treated animals. Lactose and milk triacylglycerol secretion of rbST-treated animals significantly increased which coincided with significant increase in the concentrations of milk glucose in early and mid-lactation as compared with pretreatment period. Milk triacylglycerol concentration and triacylglycerol secretion of rbST-treated animals were markedly higher in early lactation than that of pretreatment period and it was still in a high level throughout lactation. A high milk lactose secretion and citrate secretion during early lactation were apparent in rbST treated-animals when compared with those of control animals. The concentrations of milk galactose markedly increased whereas the concentrations of milk UDP-glucose significantly decreased as lactation advances in both groups. The concentrations of milk citrate decreased while the concentrations of 2-oxoglutarate increased as lactation advances in both groups. The concentration of milk isocitrate significantly decreased at the late lactation in the control animals. The concentration of milk G6P, milk G1P and cAMP markedly decreased as lactation advances in both groups. The study on glucose metabolism relating to the utilization of glucose in the mammary gland revealed that there were no significant differences of the total glucose entry rate and glucose carbon recycling between the controls and rbST-treated animals in the pretreatment period. In early lactation, the glucose turnover rate of rbST-treated animals was decreased as compared with the pretreatment period, whereas there was no change in the control animals. Comparing for the mid-lactating period, rbST-treated animals showed an elevation of plasma glucose clearance and significant increases in the glucose turnover rate in comparison with pretreatment period. The percentages and values of non-mammary glucose utilization showed significantly increases during lactation advances to mid and late lactation as compared with pretreatment period in rbST-treated animals. The utilization of glucose carbon for synthesis of milk citrate for rbST-treated animals was significantly higher than that of control animals during mid and late lactation. The utilization of glucose carbon for synthesis of milk triacylglycerol was significantly higher during rbST administration throughout periods of lactation. During early lactation, the NADPH formation from glucose that required for fatty acid synthesis de novo in the mammary gland of rbST treated-animals, which was significantly higher than that of the control animals. The milk fatty acid concentrations with a chain length of C16 to C18 significantly increased during rbST administration in different stages of lactation as compared with those of control animals. From these results, it can be conclude that the mechanism by which rbST directly or indirectly affects mammary gland function that likely affect changes in the glucose utilization for biosynthetic pathways during early lactation. It affects the increase in the sufficient pool of intracellular glucose concentration, which has effect on an increase in glucose 6-phosphate flux through the lactose synthesis and pentose cycle pathway. The action of rbST on mammary blood flow might not be mediated solely by the action of IGF-1 for increase in blood flow to mammary gland. The rbST exerts its galactopoietic action, in part, through increases in both the TBW and ECW including blood volume. An elevation of body fluid during rbST treatment in early lactation may be partly caused an increase in mammary blood flow in distribution of milk precursors to the gland. The lack of effect of higher plasma IGF-I levels on persistency of lactation in rbST treated animals, may be due to changes in the pattern of IGF-I binding proteins and paracrine production inhibiting IGF-I action. The decrease in milk secretion during the progress of lactation might not be controlled by changes in extra-mammary factors but, in part, through changes within the mammary gland relating to the activity of the plasmin-plasminogen system. The increased partition of nutrients to the mammary gland induced by rbST treatment would be facilitated by increased mammary blood flow. The concentration of glucose in milk reflecting intracellular glucose concentrations, can be one of the factors regulate the rate of lactose production. The galactopoietic effect elicited by administration of rbST during early lactation depends on increased the conversion of glucose to intermediary metabolites in the lactose biosynthetic pathway. A short persistency of lactation in rbST treated animals was similar to the control animals receiving placebo. Changes in milk production during the progress of lactation in rbST treated animals might not be controlled systemically but also locally within the mammary gland.

บรรณานุกรม :
ณรงค์ศักดิ์ ชัยบุตร . (2551). กลไกการควบคุมการหลั่งน้ำนมระหว่างระยะการให้นมในโคนมลูกผสม Holstein : บทบาทของ growth hormone.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ณรงค์ศักดิ์ ชัยบุตร . 2551. "กลไกการควบคุมการหลั่งน้ำนมระหว่างระยะการให้นมในโคนมลูกผสม Holstein : บทบาทของ growth hormone".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ณรงค์ศักดิ์ ชัยบุตร . "กลไกการควบคุมการหลั่งน้ำนมระหว่างระยะการให้นมในโคนมลูกผสม Holstein : บทบาทของ growth hormone."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
ณรงค์ศักดิ์ ชัยบุตร . กลไกการควบคุมการหลั่งน้ำนมระหว่างระยะการให้นมในโคนมลูกผสม Holstein : บทบาทของ growth hormone. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.