ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การพัฒนาศักยภาพในการจัดการป่าชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน:กรณีศึกษาบ้านหนองผึ้ง หมู่ 11 ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การพัฒนาศักยภาพในการจัดการป่าชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน:กรณีศึกษาบ้านหนองผึ้ง หมู่ 11 ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน
นักวิจัย : สุรินทร์ สุริยวงศ์
คำค้น : ลำพูน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2545
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG42N0019 , http://research.trf.or.th/node/2360
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยเรื่องการพัฒนาศักยภาพในการจัดการป่าชุมชนที่เอื้อต่อเศรษฐกิจชุมชน กรณีศึกษาบ้านหนองผึ้ง หมู่ที่ 11 ตำบลทากาศ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ถอดบทเรียนทั้งในแง่แนวคิดและแนวทางปฏิบัติของระบบการจัดการป่าชุมชนของทางราชการและชุมชน 2) พัฒนาศักยภาพการจัดการป่าชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน วิธีการวิจัย ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร จากการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์แบบมีโครงการและไม่มีโครงการเพื่อศึกษากระบวนการดำเนินงานด้านป่าชุมชนของภาครัฐและชุมชนเพื่อนำผลที่ได้มาวิเคราะห์และร่วมกันกำหนดแนวทางสำหรับชุมชนเป้าหมายในการวิจัย คือบ้านหนองผึ้ง หมู่ที่ 11 ต.ทากาศ อ.แม่ทา จังหวัดลำพูน หมู่บ้านที่ทำการศึกษาในส่วนของภาครัฐมีอยู่ 3 หมู่บ้านคือ บ้านห้วยไซเหนือ บ้านห้วยไซกลาง และบ้านห้วยไซใต้ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน สำหรับหมู่บ้านที่ภาครัฐและชุมชนเคยเข้าไปดำเนินการด้านป่าชุมชนแต่ไม่ประสบผลสำเร็จคือบ้านสันปูเลย หมู่ที่ 2 ตำบลศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ส่วนหมู่บ้านที่ถือว่าเป็นหมู่ดำเนินงานด้านป่าชุมชนประสบผลสำเร็จและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางคือบ้านทุ่งยาว หมู่ที่ 7 ต.ศรีบัวบาน อำเภอเมือง จ.ลำพูน ผลการวิจัยพบว่า ในจำนวนหมู่บ้านที่ภาครัฐเข้าไปดำเนินกิจกรรมด้านป่าชุมชนตามระบบราชการไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องมาจาก 1) แนวคิดในเรื่องป่าชุมชนของภาครัฐไม่ได้มุ่งแก้ไขปัญหาในด้านสังคมโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน แต่เนการแก้ไขปัญหาในลักษณะอนุรักษ์นิยมโดยมองเฉพาะการตอบสนองในเรื่องของผลผลิตจากป่าที่ให้ประโยชน์โดยตรงเช่นด้านเชื้อเพลิงอาหารหรือการใช้ประโยชน์จากไม้โดยตรง 2) ขาดการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรของชุมชนโดยเฉพาะขาดบุคลากรในภาครัฐที่มีความรู้ความสามารถและรู้จักชุมชนอย่างถ่องแท้ 3) ไม่มีการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ด้านป่าไม้ชุมชนและให้ความสนใจเรื่องเครือข่ายน้อยมาก 4) เจ้าหน้าที่ในภาคสนามขาดความรู้ในการดำเนินงานตามนโยบายที่ส่วนกลางกำหนด 5) นโยบายจากส่วนกลางด้านป่าชุมชนจะกำหนดไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศไทยโดยไม่คำนึงถึงบริบทของแต่ละท้องถิ่นทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สำหรับพื้นที่ซึ่งชุมชนและภาครัฐเข้าไปดำเนินการแต่ไม่ประสบผลสำเร็จนั้นพบว่า 1) พื้นที่ซึ่งชุมชนดำเนินการในครั้งแรกนั้นไม่ได้เกิดจากพื้นที่ซึ่งมีสภาพเป็นป่ามาก่อน แต่เป็นพื้นที่จัดสรรของทางราชการโดยไม่มีราษฎรเข้าไปใช้ประโยชน์อยู่อาศัย 2) จิตสำนึกในการรักษาป่ามีเพียงระยะสั้นๆ ( ไม่ถึงสิบปี ) 3) การใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชนไม่เกิดขึ้นจากผลผลิตของป่าแต่มีแนวคิดว่าควรนำพื้นที่ป่ามาเป็นประโยชน์กับชุมชนโดยตรง จึงเกิดการบุกรุกและแบ่งพื้นที่กันเพื่อทำกิน 4) ไม่มีการจัดตั้งองค์กรในด้านการรักษาป่าที่เข้มแข็งนอกจากนี้ยังมีการแก่งแย่งตำแหน่งทางการปกครองเพื่อให้ได้อำนาจมาสนองตอบความต้องการสำหรับการบุกรุกพื้นที่ป่า เมื่อนำบทเรียนที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่วิจัยเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับหมู่บ้านใหม่นั้น พบว่าเมื่อชาวบ้านได้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้โดยอาศัยเทคนิคต่างๆ เช่น การฝึกอบรม การทัศนศึกษาดูงานในพื้นที่ซึ่งประสบผลสำเร็จทำให้ชาวบ้านเกิดความกระตือรือร้นต้องการเข้ามาพัฒนาชุมชนของตนเอง ในระยะแรกเป็นการดำเนินงานแบบรีบเร่งโดยใช้แนวทางปฏิบัติแบบเดิม คือฝึกอบรมเสร็จแล้วนำมาปฏิบัติการถือว่าเสร็จสิ้น แต่เมื่อทีมวิจัยได้เข้าร่วมสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะพบว่าชาวบ้านมีพัฒนาการในการเรียนรู้ขึ้นเป็นอย่างดี มีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับชุมชนอื่นๆ ในด้านการรักษาป่า มีความใฝ่รู้ที่จะนำกิจกรรมต่างๆเข้ามาสู่หมู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำชุมชนสามารถประสานงานกับกลุ่มคนภายนอกชุมชนได้เป็นอย่างดีเพื่อนำสิ่งต่างๆ ที่คิดว่าเป็นผลดีต่อชุมชนในด้านป่าไม้ เช่นการฝึกอบรมด้านไฟฟ้า การขอความรวมมือด้านพันธุ์ไม้ที่จะนำมาปลูก การนำชาวบ้านเข้าตรวจยึดจับกุมผู้กระทำผิดกฎเกณฑ์หมู่บ้าน ตลอดจนถึงการตรวจยึดพื้นที่ซึ่งถูกบุกรุกแผ้วถางแต่ไม่มีคนทำกินในพื้นที่นั้นคืน เพื่อนำมาเป็นป่าชุมชนของหมู่บ้าน การปลูกป่าในพื้นที่แนวเขตที่ทำกินของชาวบ้าน การสร้างแหล่งอาหารของสัตว์ป่าการปลูกป่าพื้นบ้านอาหารชุมชน นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับองค์ารบริหารส่วนตำบลเพื่อเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายป่าชุมชนต่างๆ ในระดับตำบล อีกทั้งยังร่วมกันจัดค่ายเยาวชนเพื่อสืบสานอุดมการณ์ป่าชุมชนของตำบลทากาศด้วย จากผลการวิจัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้คณะวิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ภาครัฐควรจัดให้มีการแสดงแนวเขตป่าไม้อย่างชัดเจนโดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ในการระวังชี้แนวเขต 2. การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในด้านทรัพยากรป่าไม้ต้องดำเนินการอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มุ่งผลประโยชน์ 3. ภาครัฐต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องทรัพยากรป่าไม้อย่างเร่งด่วนโดยปรับกระบวนการทำงานให้เข้ากับประชาชนในลักษณะงานมวลชนสัมพันธ์แทนการปราบปรามแต่เพียงด้านเดียว 4. ควรปรับปรุงกลยุทธด้านป่าชุมชนให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ไม่ควรกำหนดเป็นรูปแบบเดียวกันทั่วทั้งประเทศ โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมป่าชุมชนทุกขั้นตอน 5. ควรพิจารณาในเรื่องพระราชบัญญัติป่าชุมชนโดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุดและต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ 6. ควรมีการดำเนินการวิจัยต่อยอดจากโครงการนี้โดยขยายผลไปในระดับตำบล อำเภอและจังหวัดต่อไปภายใต้บริบทที่ใกล้เคียงกัน 7. นำผลที่ได้จากงานวิจัยครั้งนี้เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบเพื่อพิจารณาปรับทิศทางในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติสูงสุด 8. ควรมีการวิจัยในด้านเยาวชนเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม This is the research project for the development of the community forest management that supports the community economics. The case study is of Baan Nong Pung, Moo 11, Thagaad Subdistrict, Mae Tha District, Lamphum Province The purposes of this research are to : 1. Disclose the concepts and operations of community forest management of both the government and the community. 2. Develop the community forest management that supports the community economics. This is participatory action research by means of collecting data from documentary, participant and non-participant observations, structural and non-structural interviews. This research is for studying community forest operating procedures of the government and community. Its results will be analyzed to be guidelines for researching the targeted community, I’e’ Baan Nong Pung, Moo11, Thagaad Subdistrict, Mae Tha District, Lamphum Province. There are 3 villages in the responsibility of the government section ; they are Baan Huaysi Nue, Baan Huaysi Glang and Baan Huaysi Tai, Baan Thi District, Lamphum Province. The village that both government section and community failed in their operations is Baan Sanpulei, Moo 2, Sitia Subdistrict, Baan Hong District, Lamphum Province. The village that is widely accepted in its success of ommunity forest is baan Tungyao, Moo 7, Si Buaban Subdistrict, Muang District, Lamphum Province. The results of the research show that the villages, that are concerned and operated by the government, fail because : 1. The concepts about community forest of government section put no attention and make no correction on social matters especially on villagers, but try to conserve the direct outcomes of the forest such as food, fire wood, logs and etc. 2. Lack of supporting the strength of community, especially the government officials who are really capable and understand the community. 3. There in no forest community network and less interesting. 4. The field officials have no real knowledge to operate the assigned policies. 5. The community forest policies is unique for the whole country without considerations of difference and necessity in each area. The area that the community operate and get co – operated by government section but fail, the research finds that : 1. The area that the community firstly started to operate was not a former forest but a deserted area and the government randomly assigned to villagers. 2. The sense ( mind ) of forest protection is short ( span of time is less than 10 years ) 3. The co-advantages of the community are not the direct outcomes of the forest but there is an idea to personally own the pieces of land so evasion and dividing the land occur. 4. There is no strong forest protection organization. Besides, there is competition to have over power to invade to forest for their own advantages. The above-mentioned are analyzed with villagers in the researching area to write up guidelines for a new village, we find that the villagers study many ways such as training, touring to the succeeded area which enthused them to develop their own community. The first step is speedy done, i.e. finish all up at training and operating. The research team make participatory observations and realize that the villagers develop their learning. There is connection with the network of other communities, especially the leaders can co-operate with outers to find and bring good things back to their own community such as the forestry operations, there are forest fire protection, requesting forest plantation seeds or sprouts, recruiting a team to inspect and capture the village’s rule breakers. This also includes inspect and forfeit pieces of land which are ploughed or cut down and desert then reform to be community forest, planting woods along the empty bounds of villagers harvesting area, creating self-feeding area for wide animals, growing food plants for community. More over, the District Management Authority is obliged to be the center of community forest network in the district level. The youngsters of Thagaad District are trained to maintain this ideal. From the result of this research , the research team comments that : 1. The government section should clearly show the forestry area lines, the villagers must anticipate to point out the division lines between forestry and community areas. 2. The government officials’ operations on forestry properties must be done fairly, clearly and no corruption will be attempted. 3. The government section must urgently go along well with villagers on the matter of forestry properties and adjust its procedures from prohibition and capture to be public relations. 4. The strategy to develop community forest must be prepared for individual area, not one for the whole country and villagers must anticipate on every step. 5. This laws about community forest must be issued carefully and again must be anticipated by villagers as must as possible. 6. There should be further research ahead of this research and spread to subdistrict, district and provincial levels under the same conditions and circumstances. 7. The results of this research should be shown to concerned government departments to be a considerable data to adjust their operations properly. 8. There should be specially a research for juvenile to maintain the ideal of natural resource protection. The participatory research is recommended.

บรรณานุกรม :
สุรินทร์ สุริยวงศ์ . (2545). การพัฒนาศักยภาพในการจัดการป่าชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน:กรณีศึกษาบ้านหนองผึ้ง หมู่ 11 ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุรินทร์ สุริยวงศ์ . 2545. "การพัฒนาศักยภาพในการจัดการป่าชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน:กรณีศึกษาบ้านหนองผึ้ง หมู่ 11 ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุรินทร์ สุริยวงศ์ . "การพัฒนาศักยภาพในการจัดการป่าชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน:กรณีศึกษาบ้านหนองผึ้ง หมู่ 11 ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2545. Print.
สุรินทร์ สุริยวงศ์ . การพัฒนาศักยภาพในการจัดการป่าชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน:กรณีศึกษาบ้านหนองผึ้ง หมู่ 11 ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2545.