ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การจำแนกทารกในครรภ์ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทโดยใช้ค่าดอพเลอร์ของเส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การจำแนกทารกในครรภ์ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทโดยใช้ค่าดอพเลอร์ของเส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล
นักวิจัย : เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ
คำค้น : Alpha-thalassemia , hematology , Homozygous alpha thalassemia-1 , Mid pregnancy , Middle Cerebral Artery – peak systolic velocity (MCA-PSV)
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5080175 , http://research.trf.or.th/node/2312
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งานวิจัยส่วนที่ 1 ชื่อเรื่อง: การจำแนกทารกในครรภ์ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทโดยใช้ค่าดอพเลอร์ของเส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล วัตถุประสงค์: เพื่อหาความไวและความจำเพาะของการวัดค่าดอพเลอร์เส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล ในการจำแนกทารกในครรภ์ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ท ในอายุครรภ์กึ่งกลางการตั้งครรภ์ วิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ที่เข้าสู่การศึกษาคือ สตรีตั้งครรภ์ทั้งหมด 88 ราย (คิดเป็นทารกในครรภ์ 91 ราย) ซึ่งเป็นคู่เสี่ยงของการเกิดโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทของทารกในครรภ์ จะได้รับการวัดค่าดอพเลอร์เส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล ของทารก ก่อนทำการวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยวิธีเจาะเลือดสายสะดือที่อายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อทำการตรวจว่าทารกเป็นโรคหรือไม่โดยดูจากชนิดฮีโมโกลบินของทารกในครรภ์ (fetal hemoglobin typing) ด้วยวิธี high performance liquid chromatography (HPLC) และนำค่าที่ได้มาทำการหาความไวและความจำเพาะของค่าดอพเลอร์เส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล ในการจำแนกทารกที่เป็นโรคดังกล่าว ผลการวิจัย: อายุเฉลี่ยของสตรีตั้งครรภ์ 88 รายที่เข้าสู่การศึกษาเท่ากับ 28.3+5.7 ปี และอายุครรภ์เฉลี่ย 18.8+1.06 สัปดาห์ และพบอุบัติการณ์ของทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ททั้งหมดร้อยละ 22 (คิดเป็นจำนวนทารก 20 ราย) ซึ่งพบว่าการใช้ค่าดอพเลอร์เส้นเลือดแดงมิดเดิล ซีรีบรัลที่มากกว่า 1.5 Multiple of Median (MoM) เป็นจุดตัดนั้น จะมีความไวในการจำแนกทารกที่เป็นโรคได้ร้อยละ 85 (คิดเป็นทารก 17 รายจาก 20 ราย) และมีความจำเพาะร้อยละ 100 ส่วนค่าการทำนายผลบวกและค่าทำนายผลลบเท่ากับร้อยละ 100 และร้อยละ 95.89 ตามลำดับ โดยการศึกษานี้พบว่ามีทารกที่เป็นโรคทั้งหมด 3 ราย (จากทารกที่เป็นโรค 20 ราย) ที่มีค่าดอพเลอร์ดังกล่าวปกติ สรุปผลการวิจัย: ค่าดอพเลอร์เส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล ของทารกที่อายุครรภ์ช่วงกึ่งกลางการตั้งครรภ์ มีความไวและความจำเพาะสูง ในการจำแนกทารกในครรภ์ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ท และยังสามารถช่วลดการเจาะเลือดสายสะดือในรายที่ไม่จำเป็นบางรายได้อีกด้วย งานวิจัยส่วนที่ 2 ชื่อเรื่อง: การเปรียบเทียบค่าดัชนีเม็ดเลือดแดงระหว่างทารกในครรภ์ที่ปกติ เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมียชนิดสายอัลฟ่า 1 และทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ท ในช่วงอายุกึ่งกลางการตั้งครรภ์ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบค่าดัชนีเม็ดเลือดแดงระหว่างทารกในครรภ์ที่ปกติ เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมียชนิดสายอัลฟ่า 1 และทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ท ในช่วงอายุกึ่งกลางการตั้งครรภ์ วิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ที่เข้าสู่การศึกษาคือ สตรีตั้งครรภ์ทั้งหมด 87 ราย (คิดเป็นทารกในครรภ์ 88 ราย) ซึ่งเป็นคู่เสี่ยงต่อการเกิดโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทของทารกในครรภ์ และรับการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยวิธีเจาะเลือดสายสะดือทารกที่อายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งจะนำเลือดสายสะดือทารกที่ได้ไปตรวจหาความเข้มข้นของระดับฮีโมโกลบินและค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง ได้แก่ mean corpuscular volume (MCV) mean corpuscular hemoglobin (MCH), mean cell hemoglobin concentration (MCHC) ส่วนของการวินิจฉัยว่าทารกในครรภ์เป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่จะใช้การตรวจวิเคราะห์ระดับดีเอ็นเอ (fetal DNA analysis) โดยใช้เทคนิคของ polymerase chain reaction (PCR) จากนั้นจึงแบ่งทารกออกเป็น 3 กลุ่มคือ ทารกปกติ ทารกที่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิดสายอัลฟ่า 1 (SEA deletion) และทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ท และนำข้อมูลที่ได้มาทำการเปรียบเทียบค่าดัชนีเม็ดเลือดแดงและความรุนแรงของภาวะซีดในทารกทั้ง 3 กลุ่มต่อไป ผลการวิจัย: อายุครรภ์โดยเฉลี่ยของสตรีตั้งครรภ์ 87 รายที่เข้าสู่การศึกษาเท่ากับ 18.7+0.8 สัปดาห์ และจากผลวิเคราะห์ระดับดีเอ็นเอ พบว่าอุบัติการณ์ของทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ท, ทารกที่เป็นพาหะ และทารกปกติ เท่ากับร้อยละ 29.5, ร้อยละ 45.5 และร้อยละ 25 ตามลำดับ ซึ่งค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นฮีโมโกลบิน, ค่า MCV, MCH, MCHC มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทารกทั้ง 3 กลุ่ม นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างของค่าดัชนีดังกล่าวระหว่างทารกที่เป็นพาหะกับทารกปกติอีกด้วย และพบว่าร้อยละ 92 ของทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทจะมีภาวะซีดเกิดขึ้นแล้วในช่วงอายุครรภ์นี้ (18-22 สัปดาห์) อย่างไรก็ตามมีทารกที่เป็นโรคจำนวน 2 รายที่ไม่ซีด นอกจากนี้มีทารกในกลุ่มที่เป็นพาหะจำนวน 2 รายที่มีภาวะซีดเล็กน้อยด้วย แต่ร้อยละ 95 ของทารกกลุ่มที่เป็นพาหะ ไม่พบว่ามีภาวะซีดเกิดขึ้น สรุปผลการวิจัย: ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดงระหว่างทารกในครรภ์ที่ปกติ, ทารกที่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียชนิดสายอัลฟ่า 1 และทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ท มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทส่วนใหญ่จะเริ่มมีภาวะซีดเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงอายุกึ่งกลางการตั้งครรภ์แล้ว Part 1 Title: Identification of homozygous alpha thalassemia-1 fetuses using Doppler waveform index of Middle Cerebral Artery Objective: To determine the sensitivity and specificity of Middle Cerebral Artery- peak systolic velocity (MCA-PSV) for identification of homozygous alpha thalassemia 1 fetuses at mid-pregnancy among pregnancies at risk Material & Method: A total of 88 pregnancies (91 fetuses) at risk of homozygous alpha thalassemia-1, undergoing MCA-PSV measurement before performing cordocentesis at 18-22 weeks of gestation at Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital were recruited into the study. The final diagnoses used as gold standard were based on fetal hemoglobin typing using high performance liquid chromatography (HPLC) technique. The main outcome measure was the sensitivity and specificity of MCA-PSV in predicting homozygous alpha thalssemia-1 fetuses. Results: Of 88 pregnant women recruited into the study, the mean age was 28.3+5.7 years, the mean gestational age was 18.8+1.06 weeks, and the incidence of homozygous alpha thalassemia-1 was 22% (20 fetuses). If using MCA-PSV above 1.5 Multiple of Median (MoM) as a cut off point, the sensitivity of MCA-PSV to detect homozygous alpha thalassemia-1 fetuses was 85% (17 from 20 cases), specificity was 100%, and the positive predictive value and negative predictive value of MCA-PSV were 100% and 95.89% respectively. Three out of 20 fetuses with homozygous alpha thalassemia-1 had normal MCA-PSV. Conclusion: MCA-PSV assessment at mid-pregnancy is a useful method to identify homozygous alpha thalassemia-1 fetuses with high sensitivity and specificity, and may reduce risk from unnecessary cordocentesis in some fetuses. Part 2 Title: Comparison of red blood cell hematology among normal and alpha-thalassemia-1 trait and hemoglobin Bart’s fetuses at mid-pregnancy Objective: To compare red blood cell indices among normal and alpha-thalassemia-1 trait, and hemoglobin Bart’s fetuses at mid-pregnancy Material & Method: A total of 87 pregnancies (88 fetuses) at risk of homozygous alpha thalassemia-1, undergoing cordocentesis including measurement of hemoglobin level and red blood cell indices of fetuses at 18-22 weeks of gestation at Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital were recruited into the study. The final outcome was based on fetal DNA analysis using polymerase chain reaction (PCR) technique. Fetuses were divided into 3 groups which are normal, alpha-thalassemia-1 trait (SEA deletion) and homozygous alpha-thalassemia-1 (Hemoglobin Bart’s disease). The main outcome measure was hematology of red blood cell indices and degree of anemia of fetuses in each group. Results: Of 87 pregnant women recruited into the study, the mean gestational age was 18.7+0.8 weeks. According to DNA analysis, the incidence of hemoglobin Bart’s disease, alpha thalassemia-1 trait and normal fetuses were 29.5%, 45.5% and 25% respectively. The mean of hemoglobin level, mean corpuscular volume (MCV), mean corpuscular hemoglobin (MCH) and mean cell hemoglobin concentration (MCHC) were significantly difference in 3 groups of fetuses. Moreover, these differences were also found between fetuses with alpha-thalassemia-1 trait and normal fetuses. Ninety-two percent of fetuses with hemoglobin Bart’s disease had some degree of anemia at mid-pregnancy. However, there are two hemoglobin Bart’s fetuses which did not have anemia. Furthermore, two fetuses in the alpha-thalassemia-1 trait group were mildly anemic, but most (95%) were not. Conclusion: There was highly significant difference in hematology of red blood cell indices between normal, alpha-thalassemia-1 trait and Hemoglobin Bart’s fetuses, and most fetuses with hemoglobin Bart’s disease have some degree of anemia from mid-pregnancy on.

บรรณานุกรม :
เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ . (2552). การจำแนกทารกในครรภ์ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทโดยใช้ค่าดอพเลอร์ของเส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ . 2552. "การจำแนกทารกในครรภ์ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทโดยใช้ค่าดอพเลอร์ของเส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ . "การจำแนกทารกในครรภ์ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทโดยใช้ค่าดอพเลอร์ของเส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print.
เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ . การจำแนกทารกในครรภ์ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินบาร์ทโดยใช้ค่าดอพเลอร์ของเส้นเลือดแดง มิดเดิล ซีรีบรัล. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.