ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

องค์ประกอบชนิดของแพลงก์ตอนสัตว์ในนาข้าวเขตจังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : องค์ประกอบชนิดของแพลงก์ตอนสัตว์ในนาข้าวเขตจังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย
นักวิจัย : สุเปญญา จิตตพันธ์
คำค้น : composition , diversity , rice fields , zooplankton , ความหลากหลาย , นาข้าว , องค์ประกอบ , แพลงก์ตอนสัตว์
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG4880168 , http://research.trf.or.th/node/2143
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ศึกษาสังคมแพลงก์ตอนสัตว์ในพื้นที่นาข้าวจำนวน 3 แปลง (แปลงที่ 1 ปลูกข้าวพันธุ์ราชินี 35 อายุ 95 วัน แปลงที่ 2 ปลูกข้าวพันธุ์ขาวปทุม อายุ 95 วัน และแปลงที่ 3 ปลูกข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 1 อายุ 115 วัน) ในเขตจังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคมพ.ศ. 2548 เก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนสัตว์เชิงปริมาณทุกอาทิตย์โดยกรองน้ำผ่านถุงแพลงก์ตอนขนาดตา 60 ไมโครเมตร พร้อมทั้งวัดปัจจัยสิ่งแวดล้อมบางประการ รายงานชนิด องค์ประกอบและความหลากหลายของแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบในนาข้าว และวิเคราะห์หาปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสังคมแพลงก์ตอนสัตว์ในนาข้าวพบแพลงก์ตอนสัตว์ทั้งสิ้น 88 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นโรติเฟอร์ 74 ชนิด คลาโดเซอรา 11ชนิด และโคพีพอด 3 ชนิด พื้นที่ที่มีจำนวนชนิดของแพลงก์ตอนสัตว์มากที่สุดได้แก่ แปลงที่ 1(75 ชนิด) รองลงมาคือ แปลงที่ 2 (55 ชนิด) และแปลงที่ 3 (51 ชนิด) จำนวนชนิดของแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบในนาข้าวมีมากกว่าที่พบในคลองส่งน้ำเข้าสู่นา องค์ประกอบหลักของแพลงก์ตอนสัตว์ในนาข้าวทั้งสามแปลงคือ โรติเฟอร์ (แปลงที่ 1 = 85.3 เปอร์เซ็นต์ แปลงที่ 2 = 87.3เปอร์เซ็นต์ และแปลงที่ 3 = 84.3 เปอร์เซ็นต์) รองลงมาคือ คลาโดเซอรา (แปลงที่ 1 = 13.3เปอร์เซ็นต์ แปลงที่ 2 = 7.3 เปอร์เซ็นต์ และแปลงที่ 3 = 9.8 เปอร์เซ็นต์) และโคพีพอด (แปลงที่ 1 = 1.4 เปอร์เซ็นต์ แปลงที่ 2 = 5.4 เปอร์เซ็นต์ และแปลงที่ 3 = 5.9 เปอร์เซ็นต์) ตามลำดับค่าเฉลี่ยดัชนีความหลากหลายสูงสุดคำนวณได้จากนาแปลงที่ 2 มีค่าเท่ากับ 1.825 รองลงมาได้แก่แปลงที่ 3 (1.586) และแปลงที่ 1 (1.515) ตามลำดับ และพบว่าค่าดัชนีความหลากหลายของแพลงก์ตอนสัตว์นี้มีความสัมพันธ์กับความลึกของน้ำในนาข้าว ค่าเฉลี่ยความสม่ำเสมอสูงสุดคำนวณได้จากนาแปลงที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.577 รองลงมาได้แก่แปลงที่ 3 (0.568) และแปลงที่ 1 (0.449) ตามลำดับ ความหนาแน่นของแพลงก์ตอนสัตว์สูงสุดของนาแปลงที่ 1 2 และ3 เท่ากับ 1,519.5 1,756.8 และ 22,630.7 ตัวต่อลิตร ตามลำดับ องค์ประกอบหลักของแพลงก์ตอu3609 .สัตว์ในรอบการปลูกข้าวของนาทั้งสามแปลงคือ นอเพลียส การล่าของคลาโดเซอราและโคพีพอดมีผลต่อโครงสร้างของสังคมโรติเฟอร์ โดยคลาโดเซอราจัดเป็นผู้ล่าที่มีประสิทธิภาพต่อสังคมโรติเฟอร์มากที่สุด b การวิเคราะห์โดยใช้ Canonical correspondence analysis พบว่า ความเค็ม ค่าการนำไฟฟ้า ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความเข้มข้นของฟอสเฟต และ pH มีผลต่อสังคมแพลงก์ตอนสัตว์ในนาข้าวทั้งสามแปลง แต่การทดสอบ Monte Carlo test พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลของสังคมแพลงก์ตอนสัตว์และข้อมูลของปัจจัยแวดล้อม ดังนั้นผลของปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่อสังคมแพลงก์ตอนสัตว์จึงไม่มีนัยสำคัญจากผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่นาข้าวมีความหลากหลายของแพลงก์ตอนสัตว์สูง ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการจัดการในพื้นที่นาของเกษตรกร โดยเฉพาะปัจจัยระดับน้ำในนาข้าว Zooplankton communities from three rice fileds (RF1: grown Rachinee 35 (95 days), RF2: grown Koawpathum (95 days) and RF3: grown Suphunburee1 (115 days)) located in Pathumthani province were studied from August to November 2005. Quantitative samples were taken on weekly basis by filtering water through a 60 μm plankton net, and some environmental variables were measured. Species, composition and diversity of zooplankton in rice fields were reported, and the important factors influencing on zooplankton communities were investigated. Eighty-eight species of zooplankton were identified from three rice fields during a crop cycle. Of these, 74 species were Rotifera, 11 taxa were Cladocera and 3 taxa were Copepoda. The highest species richness was recorded from RF1 (75 species), followed by RF2 (55 species) and RF 3 (51 species). In addition, number of species richness within rice fields was more diverse than within irrigated canals. The majority of zooplankton composition in every areas was rotifers (RF1=85.3%, RF2=87.3%, RF3=84.3%), followed by cladocera (RF1=13.3%, RF2=7.3%, RF3=9.8%) and copepod (RF1=1.4%, RF2=5.4%, RF3=5.9%) respectively. The highest average diversity index was reported from RF2 (1.825) followed by RF3 (1.586) and RF1 (1.515) respectively. Moreover, zooplankton diversity within the three rice fields fluctuated in relation to water depth. The highest average evenness was shown in RF2 (0.577) followed by RF3 (0.568) and RF1 (0.449). The highest densities were 1,519.5, 1,756.8 and 22,630.7 indL-1 in RF1, RF2 and RF3 respectively. Nauplius was a major composition in all areas. Cladoceran and d copepod predation did affect of rotifer population structure with the most effective predator was cladocera. Canonical correspondence analysis revealed that salinity, conductivity, dissolved oxygen, phosphate concentration and pH influenced zooplankton communities in the three paddies. Unfortunately, a Monte Carlo test showed no relationship between the zooplankton communities and the water qualities data among the three axes (p > 0.05). Therefore, the result was insignificantly. The results showed that rice fields contain high diverse biodiversity of zooplankton which was affected by the agronomic management of the farmers especially on water level controller.

บรรณานุกรม :
สุเปญญา จิตตพันธ์ . (2552). องค์ประกอบชนิดของแพลงก์ตอนสัตว์ในนาข้าวเขตจังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุเปญญา จิตตพันธ์ . 2552. "องค์ประกอบชนิดของแพลงก์ตอนสัตว์ในนาข้าวเขตจังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุเปญญา จิตตพันธ์ . "องค์ประกอบชนิดของแพลงก์ตอนสัตว์ในนาข้าวเขตจังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print.
สุเปญญา จิตตพันธ์ . องค์ประกอบชนิดของแพลงก์ตอนสัตว์ในนาข้าวเขตจังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.