ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การบำบัดน้ำเสียที่มีซัลเฟตและไนเตรทสูงโดยใช้ระบบยูเอเอสบี

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การบำบัดน้ำเสียที่มีซัลเฟตและไนเตรทสูงโดยใช้ระบบยูเอเอสบี
นักวิจัย : จันทิมา สกุลพานิชัย
คำค้น : น้ำเสีย -- การบำบัด -- การกำจัดโลหะหนัก , ซัลเฟต , ไนเตรท
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ชวลิต รัตนธรรมสกุล , ชาญวิทย์ โฆษิตานนท์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : 9745323691 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/6507
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการใช้ระบบยูเอเอสบีในการบำบัดน้ำเสียที่มีซัลเฟตและไนเตรทสูง โดยศึกษา ผลของการเติมแคลเซียมในปริมาณที่แตกต่างกันที่มีต่อการสร้างเม็ดตะกอนและประสิทธิภาพของระบบ งานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 การทดลอง การทดลองที่ 1 ใช้น้ำเสียสังเคราะห์ และการทดลองที่ 2 ใช้น้ำเสีย โรงงานแสตนเลส การทดลองทั้ง 2 ช่วงใช้ถังปฏิกรณ์ยูเอเอสบีลักษณะเหมือนกันจำนวน 3 ถัง ทำการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของแคลเซียม คิดเป็นอัตราส่วนซีโอดีต่อแคลเซียมเท่ากับ 10:0.85, 10:1.70 และ 10:3.40 โดยใช้ความเข้มข้นซีโอดีซัลเฟต และไนเตรท เท่ากับ 600, 90 และ 60 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ผลการทดลองที่ 1 ซึ่งใช้น้ำเสียสังเคราะห์พบว่า ที่อัตราส่วนซีโอดีต่อแคลเซียม 10:0.85, 10:1.70 และ 10:3.40 ระบบมีประสิทธิภาพในการกำจัดของแข็งแขวนลอยเท่ากับ 59.39, 69.92 และ 60.02% ตามลำดับ กำจัดซีโอดีเท่ากับ 71.24, 75.21 และ 72.38% ตามลำดับ กำจัดไนเตรทเท่ากับ 67.64, 69.55 และ 66.62% ตามลำดับ และกำจัดซัลเฟตเท่ากับ 67.12, 71.39 และ 67.78% ตามลำดับ ส่วนผลการทดลองที่ 2 ซึ่งใช้น้ำเสีย จากโรงงานแสตนเลสพบว่า ระบบมีประสิทธิภาพในการกำจัดของแข็งแขวนลอยเท่ากับ 60.19, 61.12 และ 59.44% ตามลำดับ กำจัดซีโอดีเท่ากับ 69.36, 77.06 และ 68.09% ตามลำดับ กำจัดไนเตรทเท่ากับ 68.31, 68.13 และ 69.85% ตามลำดับ และกำจัดซัลเฟตเท่ากับ 65.61, 76.14 และ 63.16% ตามลำดับ สรุปได้ว่า ที่อัตราส่วน ซีโอดีต่อแคลเซียม 10:1.70 ระบบยูเอเอสบีมีประสิทธิภาพดีที่สุด ซึ่งให้ผลเช่นเดียวกันทั้งน้ำเสียสังเคราะห์ และน้ำเสียจากโรงงานแสตนเลส โดยมีเปอร์เซ็นต์การไหลของอิเล็กตรอนของแบคทีเรียสร้างมีเทน แบคทีเรียรีดิวซ์ซัลเฟต และแบคทีเรียดีไนตริฟายอิงเท่ากับ 63.81, 22.41 และ 13.78% ตามลำดับ จากการศึกษาเม็ดตะกอนจุลินทรีย์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Scanning Electron Microscope; SEM) และพิจารณาร่วมกับเปอร์เซ็นต์การไหลของอิเล็กตรอน พบว่าแบคทีเรียสายพันธุ์หลักที่พบภายใน เม็ดตะกอน คือ แบคทีเรียสร้างมีเทน และจากการวิเคราะห์ขนาดเม็ดตะกอนหลังสิ้นสุดการทดลองพบว่า ที่อัตราส่วนซีโอดีต่อแคลเซียมเท่ากับ 10:1.70 พบเม็ดตะกอนที่มีขนาดใหญ่มากกว่า 1,200 ไมครอนสูงถึง 60.38% เมื่อเทียบกับตอนเริ่มต้นระบบที่มีค่าเป็น 0% จากผลการทดลองสรุปได้ว่า น้ำเสียจากโรงงาน แสตนเลสสามารถสร้างเม็ดตะกอนให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ โดยที่อัตราส่วนซีโอดีต่อแคลเซียมเท่ากับ 10.1.70 เป็นตัวส่งเสริมให้เกิดเม็ดตะกอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และ Activity ของแบคทีเรียในระบบดีที่สุด ทำให้ระบบ มีประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียดีที่สุด ดังนั้นระบบยูเอเอสบีจึงเป็นทางเลือกใหม่ในการใช้บำบัดน้ำเสี่ย ที่มีซัลเฟตและไนเตรทสูง เช่น โรงงานแสตนเลส

บรรณานุกรม :
จันทิมา สกุลพานิชัย . (2548). การบำบัดน้ำเสียที่มีซัลเฟตและไนเตรทสูงโดยใช้ระบบยูเอเอสบี.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จันทิมา สกุลพานิชัย . 2548. "การบำบัดน้ำเสียที่มีซัลเฟตและไนเตรทสูงโดยใช้ระบบยูเอเอสบี".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จันทิมา สกุลพานิชัย . "การบำบัดน้ำเสียที่มีซัลเฟตและไนเตรทสูงโดยใช้ระบบยูเอเอสบี."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548. Print.
จันทิมา สกุลพานิชัย . การบำบัดน้ำเสียที่มีซัลเฟตและไนเตรทสูงโดยใช้ระบบยูเอเอสบี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2548.