ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การตรวจแยกหาเอนโดไฟท์จากต้นพืชที่เจริญอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นและต้นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบของชีววิธีควบคุมศัตรูพืชที่ก่อโรคกับพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การตรวจแยกหาเอนโดไฟท์จากต้นพืชที่เจริญอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นและต้นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบของชีววิธีควบคุมศัตรูพืชที่ก่อโรคกับพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย
นักวิจัย : จีรพันธ์ วรพงษ์
คำค้น : ชีววิธีควบคุม สารทุติยภูมิ , พืชสมุนไพรพื้นบ้านไทย , เอนโดไฟท์ , เอนไซม์ไฟเทส
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=TRG4680003 , http://research.trf.or.th/node/1753
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ผลจากการแยกเชื้อราเอนโดไฟท์จากตัวอย่างพืช 36 ชนิดจากสวนสิรีรุกขชาติมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จังหวัดนครปฐม สามารถแยกเชื้อเอนโดไฟท์ได้เป็นจำนวน 305 สายพันธุ์บริสุทธิ์ ในขณะที่สามารถแยกเชื้อเอนโดไฟท์ได้เป็นจำนวน 99 สายพันธุ์บริสุทธิ์จากตัวอย่างพืช 13 ชนิดที่นำมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจำนวน 22 สายพันธุ์บริสุทธิ์ จากกิ่งของต้นอบเชยที่นำมาจากจังหวัดนครนายก จากเชื้อราเอนโดไฟท์ทั้งหมด 426 สายพันธุ์บริสุทธิ์ พบว่ามีเชื้อราเอนโดไฟท์จำนวน 64 สายพันธุ์ที่มีความสามารถในการสร้างสารทุติยภูมิยับยั้งการเจริญเติบโตของ Pythium ultimum ผลจากการจำแนกของเชื้อราเอนโดไฟท์บางสายพันธุ์ด้วยลักษณะของสปอร์ที่เชื้อราสร้างและใช้วิธีทางชีวโมเลกุลคือการจำแนกลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนส์ ITS1&2/5.8S พบว่าบางสายพันธุ์คือ Pestalotiopsis sp., Colletotrichum sp., Curvularia sp., และ Fusarium sp. นอกจากนี้ยังตรวจพบว่ามี เชื้อราเอนโดไฟท์ที่สามารถสร้างเอ็นไซม์ไฟเทสได้และสามารถสร้างสารทุติยภูมิยับยั้งการเจริญเติบโตของ P. ultimum คือราเอนโดไฟท์ Guignardia sp. สายพันธุ์ QL8 จากการวิจัยก่อนหน้านี้ราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบของชีววิธีควบคุมศัตรู-พืชที่ก่อโรคกับพืชเศรษฐกิจในประเทศไทยคือราเอนโดไฟท์ Muscodor albus สายพันธุ์ MFC2 ที่สามารถสร้างสารทุติยภูมิที่เป็นก๊าซยับยั้งการเจริญเติบโตของ P. ultimum จากการทดสอบการก่อให้เกิดโรคกับคะน้าพบว่าราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ Muscodor albus MFC2 ที่ความเข้มข้น 6.1 x 106-3.9-4.1 x 109 cell/ml มีประสิทธิภาพมากในการช่วยการเจริญเติบโตของคะน้าในสภาวะที่ไม่มีเชื้อก่อโรค ในสภาวะที่มีเชื้อก่อโรครากเน่า P. ultimum ราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ Muscodor albus MFC2 สามารถช่วยการเจริญเติบโตและควบคุมการก่อโรครากเน่า P. ultimumที่ความเข้มข้น 3.8-4.3 x 106- 8.6-9.2 x 108 cell/ml โดยสังเกตจากเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดคะน้า และต้นคะน้าที่เจริญได้ดีเท่ากับคะน้าชุดควบคุมที่ปลูกในสภาวะปกติ นอกเหนือจากการสร้างสารทุติยภูมิที่มีฤทธิยับยั้งการเจริญเติบโตของ P. ultimum มีเชื้อราเอนโดไฟท์อีก 2 สายพันธุ์คือ DSB6 และ CC3 ที่สามารถสร้างสารทุติยภูมิที่มีฤทธิยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรค Candida albicans เชื้อราเอนโดไฟท์ DSB6 เป็นเชื้อราเอนโดไฟท์ที่แยกได้จากต้น (Derris scandens) นอกจากนี้ราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ DSB6 ยังสามารถสร้างสารทุติยภูมิที่มีฤทธิยับยั้ง Plasmodium falciparum สายพันธุ์ดื้อยา K1 ที่ EC50 ด้วยความเข้มข้น 68 ?g/ml. จากการจำแนกเชื้อราด้วยการตรวจหาและเปรียบเทียบลำดับนิวคลีโอไทด์ของ ITS1&2/5.8S พบว่าเชื้อราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ DSB6 คือเชื้อราสายพันธุ์ใหม่ของวงษ์ Montagnula ด้วยระดับความเหมือนของลำดับนิวคลีโอไทด์ ITS1&2/5.8S ที่ 85% กับ M. opulenta (AF383966) ส่วนเชื้อราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ที่ 2 คือ เชื้อราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ CC3 ที่แยกได้จากต้นอบเชย สามารถสร้างสารทุติยภูมิที่มีฤทธิยับยั้งการเจริญเติบโตของ P. ultimum และเชื้อก่อโรค Candida albicans จากการจำแนกเชื้อราด้วยการตรวจหาและเปรียบเทียบลำดับนิวคลีโอไทด์ของ ITS1&2/5.8S พบว่าเชื้อราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ CC3 คือเชื้อรา Phaeoacremonium sp. ด้วยระดับความเหมือนของลำดับนิวคลีโอไทด์ ITS1&2/5.8S ที่ 97.5% กับ P. angustius (AF266651) ผลการแยกเอนโดไฟท์ที่น่าสนใจคือมีความสามารถสร้างเอ็นไซม์ไฟเทสจำนวน 14 สายพันธุ์ เชื้อราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ CL8 ที่แยกได้จากใบของต้นอบเชยและ สามารถสร้างเอนไซม์ไฟเทสได้ที่อุณหภูมิ 250C และ 300C บนอาหารเลี้ยงเชื้อ PSM ที่ความเป็นกรด 6.0 และ เชื้อราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ VTL7 ที่แยกได้จากใบของต้นคนทีสอทะเล สามารถสร้างเอนไซม์ไฟเทสได้ที่อุณหภูมิ 370C บนอาหารเลี้ยงเชื้อ PSM ที่ความเป็นกรดเท่ากับ 6 จากการจำแนกเชื้อราด้วยการตรวจหาและเปรียบเทียบลำดับนิวคลีโอไทด์ของ ITS1&2/5.8S พบว่าเชื้อราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ CL8 คือ Nemania bipapillata ด้วยระดับความเหมือนของลำดับนิวคลีโอไทด์ ITS1&2/5.8S ที่ 99.80% กับ N. bipapillata (AJ390429) และเชื้อราเอนโดไฟท์สายพันธุ์ VTL7 คือ Phomopsis sp. ด้วยระดับความเหมือนของลำดับนิวคลีโอไทด์ ITS1&2/5.8S ที่ 96.93% กับ Phomopsis oryzae (AF079777) Three hundred and five strains of endophytes were isolated from thirty-six plant species growing at the Sireerukachart Garden, Salaya Campus, Mahidol University, Nakornprathom while ninety-nine of fungal endophytes were found from thirteen trees growing in Prachoapkeereekhan. In addition, twenty-two fungal isolates were found from the branches of Cinnamomum sp. in Nakornnayok. There are sixty-four fungal isolates in total that produce secondary metabolite inhibiting P. ultimum, a root rot disease. To identify endophytes that have biological activity, we use both classical classification and ITS/5.8S sequence analysis. Some of them are Pestalotiopsis sp., Guignardia sp., Curvularia sp. and Fusarium sp.. The endophytic QL8 or Guignardia sp. produces not only secondary metabolite inhibiting P. ultimum, but also phytase enzyme on Phytase Screening Medium (PSM). Endophytic fungus that potentially to be applied as the biocontrol agent is a Muscodor albus MFC2, isolated from Myristica fragrant. M. albus MFC2 can produce bioactive volatile compounds that can very well inhibit P. ultimum growth. The result of pathogenicity test against kale germination and growth showed that at concentration of 6.1x106 and 3.9-4.1x109 cell/ml did not affect kale germination, but promote the growth of kale in either with P. ultimum infection or without P. ultimum infection at 3.8-4.3x106 and 8.6-9.2x108 cell/ml. Other than inhibiting P. ultimum growth, there were two strains of endophytic fungi, DSB6 and CC3, which can produce bioactive metabolites retarding the growth of Candida albicans. The fungal strains DSB6 and CC3 were isolated from Derris scandens and Cinnamomum sp., respectively. In addition, DSB6’s secondary metabolite crude extract is able to stop the growth of resistant Plasmodium falciparum strain K1 at EC50 68 mg/ml. High similarities of ITS1-5.8S-ITS2 sequences showed that the isolate DSCB6 could be a novel species of Montagnula since it is taxonomically related to Montagnula opulenta (AF383966) only 85% similarity while CC3 should be classified as Phaeoacremonium angustius (AF266651) by virtue of 97.5% similarity. Interestingly, there were about fourteen phytase producers of all fungal endophytic isolates. The strain CL8 isolated from leaves of Cinnamomum sp. can produce phytase on PSM at 25?C and 30?C, at pH 6 while the strain VTL7 isolated from leaves of Vitex trifolia can produce phytase on PSM at 37?C, at pH 6. Based on the comparison of ITS1&2 and 5.8S rRNA nucleotide sequences, the strain CL8 should be classified as Nemania bipapillata with 99.80% similarity of N. bipapillata (AJ390429) whereas the strain VTL7 should be classified as Phomopsis oryzae with 96.93% similarity of P. oryzae (AF079777).

บรรณานุกรม :
จีรพันธ์ วรพงษ์ . (2551). การตรวจแยกหาเอนโดไฟท์จากต้นพืชที่เจริญอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นและต้นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบของชีววิธีควบคุมศัตรูพืชที่ก่อโรคกับพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จีรพันธ์ วรพงษ์ . 2551. "การตรวจแยกหาเอนโดไฟท์จากต้นพืชที่เจริญอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นและต้นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบของชีววิธีควบคุมศัตรูพืชที่ก่อโรคกับพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จีรพันธ์ วรพงษ์ . "การตรวจแยกหาเอนโดไฟท์จากต้นพืชที่เจริญอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นและต้นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบของชีววิธีควบคุมศัตรูพืชที่ก่อโรคกับพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
จีรพันธ์ วรพงษ์ . การตรวจแยกหาเอนโดไฟท์จากต้นพืชที่เจริญอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นและต้นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบของชีววิธีควบคุมศัตรูพืชที่ก่อโรคกับพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.