ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การควบคุมและปรับปรุงสภาพมลพิษของสารอินทรีย์ในดินตะกอนโดยไส้เดือนทะเล

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การควบคุมและปรับปรุงสภาพมลพิษของสารอินทรีย์ในดินตะกอนโดยไส้เดือนทะเล
นักวิจัย : จารุมาศ เจริญพานิช
คำค้น : Bioremediation , marine sediments , organic pollution , polychaete
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2542
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RSA3880015 , http://research.trf.or.th/node/1540
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การสะสมของของเสียในรูปสารอินทรีย์ในดินตะกอนบริเวณที่ทำการเพาะเลี้ยงกุ้ง และแหล่ง น้ำชายฝั่งในบริเวณใกล้เคียง ได้ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านมลภาวะของสิ่งแวดล้อมและทางด้าน เศรษฐกิจของประเทศไทยในภาพรวม ในการแก้ปัญหามลพิษทางอินทรีย์สารดังกล่าว การใช้ เทคโนโลยีทางชีวภาพ เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้เริ่มมีการศึกษาและทดลองใช้ในการจัดการและฟื้นฟู (bioremediation) สภาพมลภาวะทางทะเลในปัจจุบัน ในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ผู้วิจัยได้มุ่งทำ การศึกษาประสิทธิภาพของสัตว์หน้าดินทะเล กลุ่ม Polychaete เพื่อใช้ในการปรับปรุงสภาพมลพิษ ทางอินทรีย์สารในดินตะกอน ในขั้นตอนแรกของการศึกษาเป็นการสำรวจและวิจัยประชาคมของไส้เดือนทะเล บริเวณ หาดเลน จังหวัดระยอง เพื่อหาชนิดที่เหมาะสมและเพื่อศึกษาการตอบสนองต่อระดับสารอินทรีย์ใน ดินตะกอน ผลการศึกษาพบว่า ณ หาดเลนดังกล่าวเป็นพื้นที่ทรายปนโคลน และได้รับของเสียในรูป ของสารอินทรีย์จากแหล่งชุมชนประมงใกล้เคียง มีไส้เดือนทะเล 2 ชนิดที่พบมาก คือ Notomastus (Family Capitellidae) และ Perinereis (Family Nereididae) การศึกษาการแพร่กระจายในขนาด ของประชากรของไส้เดือนทะเลทั้งสองชนิดนี้ แสดงให้เห็นว่า Perinereis มีขอบเขตของการเจริญ เติบโตสูงสุด ในสภาพดินตะกอนที่มีปริมาณน้ำในดินอยู่ในระดับ 17.5-20.0% มีปริมาณสารอินทรีย์ รวมอยู่ในระดับ 1.75-2.00% และมีปริมาณซัลไฟด์รวมอยู่ในระดับ 0.10-0.15 มิลลิกรัม/กรัม ความ หนาแน่นของ Perinereis มีความสัมพันธ์ในทางลบกับปริมาณน้ำในดินตะกอน ในทางตรงกันข้าม สำหรับ Notomastus แล้ว ปริมาณสารอินทรีย์รวมในระดับสูงสุดที่พบในดินตะกอน ยังมีความ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และเนื่องจากการที่ Notomastus มีการตอบสนองในทางบวก กับการ เพิ่มของระดับสารอินทรีย์ในดินตะกอน ไส้เดือนทะเลชนิดนี้จึงจัดได้ว่าเป็นชนิดที่มีศักยภาพและ เหมาะสมต่อการนำมาศึกษาถึงประสิทธิภาพในการบำบัดมลพิษทางอินทรีย์สารในดินตะกอนใน ห้องปฏิบัติการ สำหรับการศึกษาประสิทธิภาพของไส้เดือนทะเลในห้องปฏิบัติการ ได้มีการจำลองสภาพ การสะสมของสารอินทรีย์ในดินตะกอนจากธรรมชาติ (หรือระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) มาสู่ห้อง ทดลอง และผู้วิจัยได้ใช้อาหารกุ้งบดละเอียดเพื่อเป็นแหล่งของสารอินทรีย์โดยให้มีการตกทับถม เป็นระยะ ๆ ไส้เดือนทะเลชนิด Notomastus ที่ได้นำมาศึกษานี้ มีการปรับตัวสภาพการเพิ่มของ อินทรีย์สารในดินตะกอนได้ดีมาก และมีการเพิ่มขนาดของประชากรอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้กิจ กรรมทางชีวภาพของ Notomastus ในดินตะกอนยังส่งผลให้ระดับสารอินทรีย์รวม (total organic content) และปริมาณซัลไฟด์ (acid volatile sulfides) ในดินตะกอนนั้นมีการลดต่ำลงอย่างเห็นได้ ชัด ผลการศึกษาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า Notomastus มีศักยภาพในการปรับปรุงและควบคุม สภาพมลพิษทางอินทรีย์สารในดินตะกอนทะเล สมควรศึกษาวิเคราะห์ถึงกระบวนการทางชีวธรณี เคมีขั้นละเอียด และพัฒนาเพื่อการนำไปใช้ในสภาพแวดล้อมจริงต่อไป Accumulation of organic wastes in intensive shrimp culture ponds and nearby coastal waters has become a serious problem of environmental and economical concern in Thailand. As a first step toward managing organic waste accumulated in sediments via bioturbation by marine benthic polychaetes, an investigation was carried out using natural- occuring polychaetes in a tidal flat of Rayong, a province located in the eastern part of Thailand. The sediments were composed mainly of muddy sands and received mild organic loading from nearby communities. There were two dominant species of polychaetes: Notomastus sp. (Capitellidae) and Perinereis sp. (Nereididae). Studies of population size indicated that the appropriate sediment conditions for maximum growth of Perinereis were 17.5 - 20.0 % water content, 1.75 - 2.00 % total organic matter content, and 0.10 - 0.15 mg/g acid volatile sulfide content. Abundances of Perinereis were negatively correlated with water content of the bottom sediments. In the contrast, even the highest levels of organic enrichment were still suitable for Notomastus. Because the abundances of Notomastus was positively correlated with high sediment organic levels, this species was considered to have potential for waste management via bioturbation. In the laboratory study, the process of organic accumulation (as shrimp food) to the bottom sediment has been reproduced in the experimental marine sediment systems and the role of biological activities of Notomastus on the modification of biogeochemical characteristics of the organically enriched sediment were examined. The results indicated that laboratory colonies of Notomastus increased rapidly. In the process of their rapid population growth, biological activities of the worms apparently promoted the decomposition of sedimentary organic matter and enhanced the oxidation of acid volatile sulfides of the sediment. Thus, the effect of this polychaete imposed on the sediment may be an appropriate method for purification of the sediment which has been organically enriched by shrimp culture.

บรรณานุกรม :
จารุมาศ เจริญพานิช . (2542). การควบคุมและปรับปรุงสภาพมลพิษของสารอินทรีย์ในดินตะกอนโดยไส้เดือนทะเล.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จารุมาศ เจริญพานิช . 2542. "การควบคุมและปรับปรุงสภาพมลพิษของสารอินทรีย์ในดินตะกอนโดยไส้เดือนทะเล".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จารุมาศ เจริญพานิช . "การควบคุมและปรับปรุงสภาพมลพิษของสารอินทรีย์ในดินตะกอนโดยไส้เดือนทะเล."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2542. Print.
จารุมาศ เจริญพานิช . การควบคุมและปรับปรุงสภาพมลพิษของสารอินทรีย์ในดินตะกอนโดยไส้เดือนทะเล. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2542.