ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(8)

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(8)
นักวิจัย : อาซีซัน แกสมาน
คำค้น : cement , concentrated latex , fFiller , Natural rubber , Physical properties , sludge , กากขี้แป้ง , ซีเมนต์ , ดิสเพอร์ชั่น , น้ำยางข้น , น้ำยางผสมสารเคมี , ฟองอากาศ , ยางธรรมชาติ , ยางธรรมชาติอิพอกไซด์ , ยางปูพื้น , สบู่ , สมบัติฟิสิกส์ , สารตัวเติม , เคลย์
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4850016 , http://research.trf.or.th/node/1444
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

เตรียมยางธรรมชาติอิพอกไซด์จากปฏิกิริยาอิพอกซิเดชันของกรดฟอร์มิก และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์กับน้ำยางธรรมชาติ พบว่า ปริมาณหมู่อิพอกไซด์ในโมเลกุลยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการทำปฏิกิริยาอิพอกซิเดชัน และเตรียมสารตัวเติมเคลย์กระจายตัวในน้ำให้มีความเข้มข้น 40 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก จากนั้นทำการผสมสารตัวเติมเคลย์ในยางธรรมชาติอิพอกไซด์ในสภาวะลาเท็กซ์และสภาวะแห้ง แล้วศึกษาสมบัติด้านการไหล สมบัติการวัลคาไนซ์ สมบัติทางกายภาพ สมบัติด้านความทนทานต่อการบวมพอง และลักษณะทางสัณฐานวิทยาของยางวัลคาไนซ์ที่ได้ พบว่า ยางธรรมชาติและยางธรรมชาติอิพอกไซด์ที่มีปริมาณหมู่อิพอกไซด์ต่างๆมีค่าความหนืดมูนนี่ [ML(1+4), 125?C] ความเค้นเฉือน ความหนืดเฉือน เวลาการวัลคาไนซ์ โมดูลัสที่ระยะยืด 100, 300 และ 500 เปอร์เซ็นต์ ความต้านทานต่อแรงดึง ความต้านทานต่อการฉีกขาด ความแข็ง และความต้านทานต่อการบวมพองเพิ่มขึ้นตามปริมาณหมู่อิพอกไซด์บนโมเลกุลยางธรรมชาติและปริมาณสารตัวเติมเคลย์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนสมบัติด้านความสามารถในการยืดหรือระยะยืดจนขาดของยางจะลดลง สมบัติหลังการบ่มเร่งของยางธรรมชาติและยางธรรมชาติอิพอกไซด์ที่มีปริมาณหมู่อิพอกไซด์ต่างๆ ผสมสารตัวเติมเคลย์ปริมาณต่างๆ พบว่า ค่าโมดูลัสที่ระยะยืด 100, 300 และ 500 เปอร์เซ็นต์ และความต้านทานต่อการฉีกขาดของยางมีค่าเพิ่มขึ้น แต่สมบัติด้านความทนทานต่อแรงดึง และระยะยืดจนขาดของยางมีค่าลดลง เมื่อเปรียบเทียบลักษณะการผสมสารตัวเติมเคลย์ในสภาวะลาเท็กซ์และสภาวะแห้ง พบว่า การผสมในสภาวะลาเท็กซ์ทำให้ยางมีสมบัติการวัลคาไนซ์และสมบัติทางกายภาพใก้เคียงกับการผสมในสภาวะแห้ง ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของยางธรรมชาติและยางธรรมชาติอิพอกไซด์ที่มีปริมาณหมู่อิพอกไซด์ต่างๆ โดยแปรปริมาณสารตัวเติมเคลย์ และแปรสภาวะในการผสมคือ สภาวะลาเท็กซ์และสภาวะแห้ง พบว่า ยางธรรมชาติหรือยางธรรมชาติอิพอกไซด์ที่ผสมสารตัวเติมเคลย์ดังกล่าวมีการกระจายตัวของสารตัวเติมเคลย์ในยางอย่างสม่ำเสมอ ทำการศึกษาอิทธิพลของชนิดและปริมาณสบู่ต่อการเกิดฟองอากาศในน้ำยางธรรมชาติ โดยเลือกใช้สบู่ในกลุ่มนอนไออนิกและแอนไอออนิก นอกจากนี้ได้เลือกปัจจัยที่ศึกษา คือ สภาวะในการศึกษาทั้งในน้ำกลั่นและน้ำยางคอมเปาด์และสมบัติที่ศึกษาคือ ความหนืดของน้ำยาง เวลาการบ่ม รวมทั้งได้ศึกษาอิทธิพลของสบู่ที่มีต่อการเกิดฟิล์มยางโดยวิธีการชุบ พบว่าสบู่ในกลุ่มแอนไอออนิกทำให้เกิดฟองและมีความเสถียรของฟองในน้ำกลั่นและน้ำยางคอมเปาด์สูงกว่าสบู่ในกลุ่มนอนไอออนิก โดยที่สบู่โซเดียมลอริลไดเอทอกซี่ซัลเฟตเกิดฟองได้มากที่สุด ในขณะที่สบู่โพแทสเซียมโอลีเอตมีความเสถียรของฟองมากที่สุด ค่าความตึงผิวของสบู่ทั้ง 2 กลุ่มลดลง เมื่อเพิ่มปริมาณสบู่ โดยสบู่ Teric 16A29 มีความตึงผิวสูงที่สุด และสบู่โพแทสเซียมโอลีเอต มีจุด C.M.C (Critical micelle concentration) ต่ำที่สุด เมื่อระยะเวลาบ่มน้ำยางคอมเปาด์นานขึ้น พบว่าสบู่ทุกชนิดมีค่าความตึงผิวเพิ่มขึ้นและเกิดฟองได้น้อยลง โดยสบู่โพแทสเซียมลอเรตมีค่าความตึงผิวสูงที่สุด และสบู่โซเดียมลอริลซัลเฟตเกิดฟองได้มากที่สุด เมื่อใส่สารเพิ่มความหนืดลงไป พบว่าสบู่โพแทสเซียมโอลีเอตมีค่าความตึงผิวสูงและเกิดฟองได้มากที่สุด แต่ฟองที่ได้ไม่มีความเสถียร เมื่อศึกษาอิทธิพลของชนิดและปริมาณสบู่ต่อพฤติกรรมการเกิดฟิล์มของถุงมือ พบว่าแผ่นฟิล์มของสบู่ทุกชนิดมีความหนาลดลงตามการเพิ่มปริมาณสบู่ ยกเว้นสบู่โพแทสเซียมโอลีเอตและสบู่ โพแทสเซียมลอเรตซึ่งมีความหนาลดลงเมื่อมีปริมาณสบู่มากกว่า 0.2 และ 0.3 phr ตามลำดับ และแผ่นฟิล์มของยางเมื่อใช้สบู่ทุกชนิดมีความหนาเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาจุ่ม ยกเว้นสบู่ในกลุ่มนอนไอออนิกที่มีปริมาณสบู่ 1.0 phr ความหนาจะไม่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาจุ่ม นอกจากนี้พบว่าความหนาของแผ่นฟิล์มของสบู่ทุกชนิดลดลงตามค่าความตึงผิว ยกเว้นสบู่โพแทสเซียมโอลีเอตและสบู่โพแทสเซียมลอเรต เมื่อศึกษาอิทธิพลของระยะเวลาบ่มต่อระดับการวัลคาไนซ์ พบว่าระดับการวัลคาไนซ์เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาบ่มน้ำยางคอมเปาด์ การนำกากขี้แป้งจากอุตสาหกรรมน้ำยางข้นมาใช้เป็นสารตัวเติมในน้ำยางธรรมชาติ และซีเมนต์ โดยแปรปริมาณของกากขี้แป้งที่ระดับ 0, 250, 500, 750 และ 1,000 phr ในส่วนผสมที่มีซีเมนต์ 1,000 phr สารเพิ่มความเสถียร 10 phr มีส่วนผสมของซีเมนต์ต่อน้ำเท่ากับ 1.6 ต่อ 1 พบว่า เมื่อเพิ่มปริมาณกากขี้แป้ง ทำให้ระยะเวลาการเซ็ทตัว และเปอร์เซ็นต์การหดตัวของพอลิเมอร์คอมโพสิทมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนความต้านทานต่อแรงกดมีแนวโน้มลดลง เมื่อปล่อยให้เกิดการเซ็ทตัวที่ระยะเวลา 7 วัน, 14 วัน และ 28 วัน พบว่า ความต้านทานต่อแรงกดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ปล่อยให้มีการเซ็ตตัว เมื่อนำกากขี้แป้งมาใช้เป็นสารตัวเติมในยางธรรมชาติ โดยแปรปริมาณกากขี้แป้งระดับที่ 20, 40 และ60 phr และการนำกากขี้แป้ง 20phr มาใช้เป็นสารตัวเติมร่วมกับปูนซีเมนต์ในยางธรรมชาติ โดยแปรปริมาณของปูนซีเมนต์ที่ระดับ 10,20 c]t 30phr พบว่า ในสูตรที่เพิ่มปริมาณกากขี้แป้ง ค่าความถ่วงจำเพาะ ค่าความแข็ง และการผิดรูปเนื่องจากการกดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนสมบัติด้าน 100% โมดูลัส 300% โมดูลัส 500% โมดูลัส ความต้านทานต่อแรงดึง ความสามารถในการยืดจนขาด ความต้านทานต่อการฉีกขาด และความต้านทานต่อการสึกหรอมีแนวโน้มลดลง Preparation and Properties of filled rubber masterbatch from ENR latex and clay dispersion Abstract Epoxidized natural rubber was prepared by in-situ epoxidation reaction using formic acid and hydrogen peroxide. The results found that quantity of the epoxide groups on natural rubber molecules in creased with increasing reaction time . Clay dispersion (40% w/w) was prepared by stirring in water and later mixed with epoxidized natural rubber in latex state. Rheological properties (i.e., Mooney viscosity relationship between shear stress, shear viscosity vs. shear rate), curing properties, physical properties, swelling resistant and morphological properties. It was found that mooney viscosity [ML(1+4), 125°C], shear stress, shear viscosity, cure time, 100, 300 and 500 % modulus, tensile strength, tear strength. Hardness and swelling resistant increased with the increase of clay and epoxide level in the molecules, while elongation at break (%) decreased. Ageing properties it found that 100, 300 and 500 % modulus and tear strength of NR and ENR was higher but tensile strength and elongation at break (%) was lower. When was adding dispersion clay in NR or ENR latex and powder clay in dry NR or ENR latex. It was found that dispersion clay gave nearly vulcanization and physical properties than powder clay. The morphological properties of natural rubber and epoxided natural rubber which had difference of type of clay, quantity of epoxided function and quantity of clay it found that dispersion clay and powder clay could well dispersed in rubber phase. Effect of soaps on air bubble formation in natural rubber latex Abstract Effect of types and concentrations of soaps on air bubble formation was investigated using two types of soap, non-ionic and anionic soaps. Properties of soap dissolved in distilled water and in latex compounds in terms of viscosity and maturation time were investigated. Furthemore, Influence of soap on film forming in a dipping process was studied. It was found that anionic type gave more stable air bubble in water and natural rubber latex compound than that of the non-ionic type. Sodium lauryl diethoxy sulfate gave the higher levels of air bubbles while the potassium oleate provided the most stable air bubbles. Surface tension of both non-ionic and anionic soaps decreased with an increase in levels of soaps. Teric 16A29 showed the highest surface tension. Furthermore, the potassium oleate exhibited the lowest C.M.C value. The surface tension of all soaps used in this work increased with an increasing of maturation time for the natural rubber latex compound. Introduction of thickener in the natural rubber latex compound caused the latex compound with potassium oleate exhibited the hightest surface tension and levels of air bubble formation. However, the bubble were not stable. Influence of soap on behaviour of film forming for a preparation of rubber glove was also investigated. We found that the thickness of film decreased with an increasing levels of soaps. However, the thickness of film which incorporated potassium oleate and potassium laurate decreased with concentration of soaps more than 0.2 and 0.3 phr, respectively. Moreover, the thickness of film for all types of soaps increased with an increasing dipping time, except at a level of non-ionic soap of 0.1 phr. Degree of vulcanization of the latex compounds increased with an increase in maturation time of natural rubber latex compound. Abstract Sludge from concentrated natural rubber manufacture was used as filler in natural rubber latex and cement by adding sludge of 0, 250, 500, 750 and 1,000 phr. The ingredients contain of cement 1,000 phr, latex stabilizer 10 phr. The ratio of cement and water was 1.6:1 and ratio of sludge and water was 1 : 1. It was found that an increase of sludge loading would increase the setting’s time and shrinkage of polymer while compressive strength was decreased. However, the compressive strength of polymer composite would increase while increasing the storage’s times from 7 days, 14 days and 28 days respectively. Sludge of 20, 40 and 60 phr was used as filler in natural rubber compound. It was found that sludge of 20 phr loading together with cement of 10, 20 and 30 phr would increase the specific gravity, hardness and compression set of polymer composite, while 100% modulus, 300% modulus 500% modulus, tensile strength, elongation at break, tear strength and abrasion index were decrease.

บรรณานุกรม :
อาซีซัน แกสมาน . (2549). กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(8).
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อาซีซัน แกสมาน . 2549. "กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(8)".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อาซีซัน แกสมาน . "กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(8)."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
อาซีซัน แกสมาน . กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(8). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.