ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการวิจัยพัฒนากลไกการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นระดับตำบล-อำเภอ

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการวิจัยพัฒนากลไกการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นระดับตำบล-อำเภอ
นักวิจัย : สุจินต์ สิมารักษ์
คำค้น : สสส , สูงอายุ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4740003 , http://research.trf.or.th/node/1404
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาพลังท้องถิ่นและนำมาใช้เป็นกลไกการจัดการความรู้ของท้องถิ่น เพื่อศึกษาการฟื้นและการใช้พลังท้องถิ่นในการเรียนรู้ตามวิถีธรรมชาติของชุมชนและสร้างเครื่องมือการจัดการความรู้โดยคนในชุมชนท้องถิ่น ผ่านงานวิจัยเชิงปฏิบัติการของแต่ละท้องถิ่น เพื่อสังเคราะห์บทเรียน องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัย และกระบวนการสร้างกลไกการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงเพื่อศึกษาแนวทางการสร้างความร่วมมือของหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยจากภาคสนามที่ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) และใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มีการปฏิบัติการและกิจกรรมการทดลองทำเพิ่มเข้ามา ใช้การติดตามประเมินสถานการณ์ด้วยตนเอง และปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความเหมาะสม มีวิธีการรวบรวมข้อมูลหลายๆ รูปแบบ ได้แก่ การร่วมเรียนรู้กับชาวบ้านในพื้นที่วิจัย การสร้างความสัมพันธ์ การสังเกต สัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ เน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในพื้นที่วิจัย นำกิจกรรมมาใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของชุมชนอย่างยืดหยุ่นและเป็นพลวัต พื้นที่เป้าหมายใน ๓ อำเภอของจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ อำเภอภูเวียง อำเภอหนองเรือ และอำเภอภูผาม่าน ระยะเวลาในการดำเนินงานวิจัย ๒ ปี ผลการวิจัย โครงการวิจัยฯ ได้เน้นกระบวนการเรียนรู้เพื่อค้นหาและฟื้นพลังท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ พบว่า “พลังท้องถิ่น” ส่วนหนึ่งยังคงเป็นศักยภาพในท้องถิ่น และอีกส่วนหนึ่งเป็นพลังที่เคลื่อนไหวอยู่อย่างต่อเนื่อง เป็นพลังสำคัญที่ร้อยรัดชุมชนท้องถิ่นเอาไว้ได้ ทำให้คนในชุมชนท้องถิ่นนั้นอยู่รอดและสามารถจัดการตัวเองได้ ประกอบด้วย ๔ ฐานสำคัญคือ ๑) ฐานทรัพยากร เป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตความรู้ สร้างระบบคุณค่าและความเชื่อ รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายทางสังคม ๒) เครือข่ายทางสังคม เป็นพลังที่ยึดโยงชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นเอาไว้ด้วยกันเป็นเครือข่าย เช่น การเป็นเครือญาติ การมีระบบความเชื่อร่วมกัน การมีวัฒนธรรมร่วมกัน เป็นต้น ส่วนชุมชนที่เป็นคนอพยพมาจากพื้นที่อื่น จะเป็นเครือข่ายที่ค่อนข้างเป็นทางการที่ผูกโยงกับผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ๓) ระบบความรู้ของท้องถิ่นในพื้นที่วิจัยส่วนใหญ่เป็นกระบวนการถ่ายทอดทางสังคม (Socialization: Tacit to Tacit) เป็นการถ่ายทอดแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะการได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส แล้วซึมซับเอาความรู้เหล่านั้นไว้ในตัวเอง จากนั้นก็จะใช้วิธีการเดียวกันถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป พบว่าการใช้วิธี Socialization เป็นวิธีการจัดการความรู้ที่ทรงพลังที่สุด และสอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิตของชุมชนท้องถิ่น และ ๔) ระบบคุณค่าและความเชื่อ เป็นเครื่องร้อยรัดให้ชุมชนท้องถิ่นดำรงอยู่ได้ และทำหน้าที่กำกับควบคุมพฤติกรรมของคนในชุมชนให้อยู่ในครรลอง แสดงออกมาในรูปของวัฒนธรรม บุญประเพณี ความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆ พลังท้องถิ่นทั้ง ๔ ฐานล้วนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกัน จนบางครั้งไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าพลังท้องถิ่นนั้นอยู่ในฐานใด ความเข้มแข็งของพลังท้องถิ่นในฐานหนึ่งก็มักจะส่งผลให้พลังท้องถิ่นในฐานอื่นๆ เข้มแข็งด้วย และหากพลังท้องถิ่นฐานใดฐานหนึ่งอ่อนแอ ก็จะส่งผลให้ฐานอื่นๆ อ่อนแอตามไปด้วยเช่นกัน การเพิ่มทักษะและขยายจำนวนวิทยากรกระบวนการ เพื่อเป็นกลไกการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น ในระยะ ๔ เดือนแรก ได้พัฒนาวิทยากรกระบวนการจำนวน ๒๑ คน ซึ่งคัดเลือกมาจากผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ของสมาชิกในภาคีความร่วมมือวิจัยและพัฒนาเกษตรยั่งยืน จังหวัดขอนแก่น ในระยะที่ ๒ ได้ขยายจำนวนวิทยากรกระบวนการ คัดเลือกโดยวิทยากรกระบวนการกลุ่มเดิมชักชวนกลุ่มเพื่อน ญาติ ผู้นำในชุมชน คนรุ่นใหม่ จำนวน ๔๙ คน การเพิ่มทักษะของวิทยากรกระบวนการในระยะนี้ได้ปรับเป็นการร่วมเรียนรู้และจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับชุมชนท้องถิ่นของตนเอง โดยการฟื้นและใช้พลังท้องถิ่น ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาชีวิตแบบองค์รวม แบ่งเป็น (๑) กระบวนการเรียนรู้เพื่อฟื้นพลังท้องถิ่น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วัฒนธรรมชุมชน เช่น บุญประเพณี เปิงบ้าน ความสัมพันธ์แนวราบ (๒) การจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มทักษะและสร้างความต่อเนื่องในการเรียนรู้ให้กับวิทยากรกระบวนการ โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย แบ่งเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรก เครื่องมือเชิงกระบวนการ ได้แก่ การประชุม การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ภายในตนเอง เช่น ภาวะผู้นำ และการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ภายนอกตนเอง เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ การศึกษาดูงาน การทดลองปฏิบัติจริงหรือการใช้กิจกรรมผ่านประสบการณ์ การเข้าร่วมประชุมและกิจกรรมขององค์กร/กลุ่มอื่น ประเภทที่สอง เครื่องมือเชิงเทคโนโลยีการจัดการและการปฏิบัติการจริง (กิจกรรม) ได้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงของวิทยากรกระบวนการท่ามกลางการทำงานภายใต้การปฏิบัติจริง ได้แก่ ๑) ร้านค้าชุมชน และตลาดชุมชนและการจัดการตลาดเนื้อหมู การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนำไปสู่การลดค่าใช้จ่าย คนทุกกลุ่มในชุมชนมีพื้นที่ปะทะสังสรรค์ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มอื่นๆ ในชุมชน ๒) ปุ๋ยชีวภาพและเครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนำไปสู่การพึ่งตนเอง และความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเทคโนโลยีระดับกลางที่เหมาะสม เห็นความสำคัญของการหา สร้าง และใช้ความรู้ ๓) นาข้าวปลอดสารพิษและพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ป่าชุมชน และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนำไปสู่การตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น การพึ่งตนเอง ขยายแนวคิดสู่กลุ่มคนในชุมชนได้ และเกิดการพัฒนาผู้นำ ๔) กลุ่มแม่บ้าน การเปลี่ยนแปลงทำให้แม่บ้านเชื่อมั่นตนเอง มีโอกาสและพื้นที่ทำงานส่วนรวมมากขึ้น ๕) กลุ่มเยาวชน การเปลี่ยนแปลงทำให้เขาใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และมีเครื่องมือในการเรียนได้ดีขึ้น มีสำนึกรักชุมชนบ้านเกิด ๖) การออมทรัพย์ระดับกลุ่มและเครือข่าย การเปลี่ยนแปลงทำให้วิทยากรกระบวนการและชุมชนเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการที่เป็นระบบอย่างเชื่อมโยง และสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ๗) วิจัยไทบ้าน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้วิทยากรกระบวนการเห็นความสำคัญของการหา สร้าง และใช้ความรู้ มีการคิดวิเคราะห์ วางแผน ลงมือทำ และบันทึกอย่างเป็นระบบ กระบวนการเรียนรู้เพื่อฟื้นพลังท้องถิ่นจำเป็นต้องมีการทำซ้ำและต่อเนื่อง กลไกการจัดการความรู้ในชุมชนท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องมีความเป็นสถาบัน ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีปัญหาในการดำเนินงานบางประการ ดังนั้นจึงควรเพิ่มขีดความสามารถเพื่อรองรับการจัดการความรู้ของท้องถิ่นในเชิงสถาบันต่อไป ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ประการแรก ข้อเสนอแนะเพื่อการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ได้แก่ การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับชุมชนควรใช้เวลาสั้น แบ่งเป็นช่วงๆ ไม่ทิ้งระยะเวลาห่างมาก ทำในชุมชน และควรทำในระดับครอบครัวด้วย ควรมีกลไกอิสระในท้องถิ่นทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ทำงานอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ประการที่สอง ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การให้ความรู้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่องวิธีการทำงานกับชุมชนท้องถิ่นให้ได้ผลดี และการทำงานร่วมกันของภาคีต่างๆ ก่อนลงมือทำ ต้องมีกระบวนการที่ทำให้พื้นที่มีความชัดเจนถึงความต้องการพัฒนาของตนเองก่อน และประการสุดท้าย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ ไม่ควรนำตัวแบบ (Model) ไปขยายผลที่เหมือนกันหมดหรือทำแบบปูพรม เนื่องจาก “ชุมชนท้องถิ่น” ทุกแห่งล้วนมีลักษณะเฉพาะของตน ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ได้แก่ กลไกการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่นในเชิงสถาบันควรเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้อย่างไร เป็นต้น Objectives of this research are to empower local participants to become knowledge development agents, to enable these agents to bring about community learning in accordance with the people’s way of life, to encourage local people to create knowledge management tools and processes through participatory action research and to capture lessons leant from implementing this project. To be successful these agents have to develop facilitation skill and become local facilitators or knowledge management mechanism. This is a quality research using participatory action research approach. Research process is iterative through participatory planning, action and evaluation. There are various aspects of participatory learning and lessons learnt by the project such as learning from local people, relationship strengthening, observation, interview, analysis of data and information and participation between the local people and with the project, dynamic and flexible management according to local situation. Target areas are districts Phuwieng, Nongrue and Phuphaman in Khon Kaen province. Project duration is two years. Findings: The project learns that strengths that bind local people to live as community depends on four bases; 1) natural resources that they use to produce, create indigenous knowledge and social net work 2) social net work which links to administrative power and natural resource management 3) knowledge management system which is mainly through socialization involving tacit knowledge with very little explicit knowledge, under community socialization learning and transfer of knowledge are effective through experiences of five senses such as listening, touching, visualizing 4) value and believe are used as control or regulation of he community social conduct. It is expressed as traditional and cultural codes of conduct. These four bases are strongly interrelated and overlapped. If one of these is weakened it will have strong impact on the others. In the first phase, four months, of the project 21 facilitators are developed. They are selected from community leaders or local employees of the participating projects in the areas. In the second phase, facilitator members are extended to 49. They join the project through social or kinship network. Skill training for facilitators in the second is modified from the lessons learnt in the first phase. It is more focused on participatory learning and empowerment by the members. Tools used in the training can be divided into 1) tools related to human development process such as meeting forum, leadership, excursion, and actual practices 2) tools related techniques such as management and production. Learning and changes occur through the following activities. 1) Community shop and market; under these activities tacit knowledge exchanged leading to community forum, reduction of household expenditure, setting up youth group and other groups. 2) Bio-fertilizer and organic pellet fertilizer machine; these activities lead to self-reliance, appropriate innovation and knowledge generation. 3) Organic rice, native rice variety, community forest and museum; these help group members to realize the important of natural resources and indigenous knowledge, self reliance, Icadership and expansion of the concept to community members. 4) Housewife group; they gain self-confidence, opportunity and better participation. 5) Youth group; they become more involve in community activities, more systematic, gain more tools for learning and sense of belonging. 6) Saving group and network; facilitators and community realize the important of management system and lead to generation of leaders. 7) Research by local people; facilitators realize the important of knowledge generation, power of analysis, planning, trial and data recording. Learning processes such as above have to institutionalize community knowledge management mechanism. But local administrative organization still has some problems. Therefore, providing capacity building for the staff on participatory approach in working with the community and other organizations are necessary. Suggestions : Learning process should be designed in short interval according to the timing of activities of local people. Between each interval it should not be too long. Household as a unit should be given more important than individual. There should be an independent mechanism to access work quality implemented by local administrative organization. To institutionalize community knowledge management mechanism, should provide capacity building for the local administrative organization staff on participatory approach in working with the community and other organizations. This organization should clearly identify and understand local problems and before activities implementation. Success model in one area should not be rapidly extended and using as single model in other areas. How can we institutionalize community knowledge management mechanism and become a leverage tool for social movement.

บรรณานุกรม :
สุจินต์ สิมารักษ์ . (2549). โครงการวิจัยพัฒนากลไกการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นระดับตำบล-อำเภอ.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุจินต์ สิมารักษ์ . 2549. "โครงการวิจัยพัฒนากลไกการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นระดับตำบล-อำเภอ".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุจินต์ สิมารักษ์ . "โครงการวิจัยพัฒนากลไกการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นระดับตำบล-อำเภอ."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
สุจินต์ สิมารักษ์ . โครงการวิจัยพัฒนากลไกการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นระดับตำบล-อำเภอ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.