ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาอณูพันธุศาสตร์และนิเวศวิทยาของพาหะกับเชื้อก่อโรค

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาอณูพันธุศาสตร์และนิเวศวิทยาของพาหะกับเชื้อก่อโรค
นักวิจัย : วิสุทธิ์ ใบไม้
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4530034 , http://research.trf.or.th/node/1291
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วัตถุประสงค์: ศึกษาเดนโซไวรัสและแบคทีเรีย Wolbachia ในยุงพาหะและสัตว์ขาปล้อง แบคทีเรีย Eubacteria และการแพร่กระจายของไรอ่อนกลุ่ม Trombiculid, นิเวศวิทยาและวิวัฒนาการของประชากรธรรมชาติของแมลงริ้นดำในประเทศไทย สรุปผลการวิจัย แบคทีเรีย Wolbachia และเดนโซไวรัส: การตรวจสอบการติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia และเดนโซไวรัสในยุง 53 ชนิด จำนวน 416 ตัว จากประชากรธรรมชาติในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทยด้วยเทคนิค PCR พบการติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia ในยุงจีนัส Aedes จำนวน 7 ชนิด ในขณะที่พบการ ติดเชื้อเดนโวไวรัส ในยุง 3 ชนิด คือ Aedes aegypti, Anopheles dirus A และ Anopheles minimus การทดลองศึกษาความหนาแน่นของแบคทีเรีย Wolbachia ด้วยเทคนิค Quantitative Real-time PCR ในแต่ละช่วงการเจริญของยุง Ae. albopictus โดย Ae. aegypti ที่ได้รับการถ่ายฝากเชื้อ Wolbachia wAlbA และ wAlbB จากยุง Ae. albopictus พบว่าความหนาแน่นของแบคทีเรีย Wolbachia ลดลงเมื่อยุงเข้าสู่ระยะพัก แสดงให้เห็นถึงการอาศัยอยู่แบบเกื้อกูลกัน (symbiosis) ระหว่างโฮสต์กับแบคทีเรีย Wolbachia นอกจากนี้ยังพบว่าอุณหภูมิมีผลต่อความหนาแน่นของแบคทีเรีย Wolbachia ด้วย โดยความหนาแน่นลดลงในยุงที่เลี้ยงที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส สำหรับการตรวจสอบความหนาแน่นของแบคทีเรีย Wolbachia ในแต่ละระยะของการเจริญในยุง Ae. aegypti ที่ได้รับการถ่ายฝากเชื้อ Wolbachia จากยุง Ae. albopictus สายพันธุ์ KLPP พบว่าความหนาแน่นของ Wolbachia ในยุง Ae. aegypti เพิ่มขึ้นน้อยกว่าในยุง Ae. albopictus แสดงให้เห็นว่ายุง Ae. aegypti มีความต้านทานการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย Wolbachia ได้ดีกว่ายุง Ae. albopictus ไรอ่อน: ศึกษาสายพันธุ์ของตัวอย่างไรอ่อนกลุ่ม Trombiculids โดยการจำแนกลักษณะเฉพาะด้านสัณฐานวิทยา ร่วมกับด้านอณูพันธุศาสตร์โดยใช้ยีน rRNA ในส่วน 18S rRNA พบไร 7 สปีชีส์ ใน 4 จีนัส คือ Ascoschoengastia globola, Walchia lupella, Walchia kalrata, Trombicula (Blankaartia) gracilis, Trombicula (Blankaartia) niloticum, Trombicula (letotrombidium) sp. และ Helenicula sp. เมื่อสร้าง Phylogenetic tree พบว่า ไรอ่อนประกอบด้วย 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม 1 (Ascoschoengastia sp. กับ Walchia sp.) และกลุ่ม 2 (Trombicula sp. กับ Helenicula sp.) โดยทั้ง 2 กลุ่มนี้มีค่าเฉลี่ย Genetic distance เท่ากับ 18.9% ในขณะที่ค่าเฉลี่ย Genetic distance ระหว่างจีนัสภายในกลุ่มที่ 1 เท่ากับ 6.74% และภายในกลุ่มที่ 2 เท่ากับ 3.1% อย่างไรก็ตามค่าเฉลี่ย Genetic distance ระหว่างสายพันธุ์ภายใน Ascoschoengastia sp. เท่ากับ 0.4% สำหรับการตรวจหาเชื้อ Eubacteria ในตัวไรอ่อนด้วยเทคนิคทางโมเลกุลพบ Eubacteria กลุ่ม ?-proteobacteria ในตัวอย่างไรอ่อน 2 ตัวโดยแบคทีเรียในตัวหนึ่งคล้ายกับ Pantoea agglomerans ที่สามารถก่อโรค cotton fever และในอีกตัวหนึ่งคล้ายกับ Photorhabdus luminescens ซึ่งเป็นศัตรูของแมลง แบคทีเรียที่พบในไรอ่อนนี้อาจมีความสัมพันธ์กับความสามารถของไรอ่อนในการเป็นพาหะนำเชื้อก่อโรคในคนหรือในแมลง แมลงริ้นดำ: การศึกษาในโครงการนี้พบแมลงริ้นดำจำนวน 45 ชนิด ริ้นดำที่กระจายในภาคเหนือมีประมาณ 27 ชนิด และมีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางกายภาพของแหล่งเพาะพันธุ์ เช่น ขนาดของลำธาร ความสูงเหนือระดับ น้ำทะเล และความเร็วของกระแสน้ำ การศึกษาแบบแผนการเรียงลำดับของโพลีทีน-โครโมโซมแบนด์ของตัวอ่อนพบว่าประชากรของแมลงริ้นดำชนิด Simulium siamense และ Simulium tani แบ่งออกเป็น cytoforms ต่างๆที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกัน การศึกษานิวคลีโอไทด์ของไมโทคอนเดรียลดีเอ็นเอ (COI) แสดงให้เห็นว่าประชากรของแมลงริ้นดำ 3 ชนิดจากภาคเหนือมีความหลากหลายและโครงสร้างทางพันธุกรรมสูงกว่าประชากรจากภาคอื่นๆ นอกจากนี้ลำดับของนิวคลีโอไทด์ของ ITS2 ไรโบโซมัลดีเอ็นเอทำให้ทราบสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของริ้นดำกลุ่มต่างๆ อย่างชัดเจน ข้อมูลจากการศึกษานี้อาจเป็นประโยชน์ในการพัฒนาหามาตรการควบคุมประชากรธรรมชาติของแมลงริ้นดำในอนาคต Objectives: To study densovirus and Wolbachia bacteria in mosquito vectors and anthropods, Eubacteria in and distribution of chiggers (Trombiculids), and ecology and evolution in natural populations of black fly in Thailand. Methodology and Results: Wolbachia bacteria and densovirus: A total of 416 individual samples of 53 species of mosquitoes collected from natural populations throughout Thailand were tested for Wolbachia and densovirus infection using PCR method. Only 7 species of mosquitoes in genus Aedes were infected with Wolbachia, while 3 species, i.e., Aedes aegypti, Anopheles dirus A and Anopheles minimus were infected with densovirus. Quantitative Real-time PCR was performed to study Wolbachia density at different developmental stages of Ae. albopictus and Ae. aegypti transinfected with Wolbachia wAlbA and wAlbB from Ae. albopictus. The results showed that Wolbachia density was decreased at diapause stage indicating symbiosis of Wolbachia and the host. Moreover, culture temperature also affected Wolbachia density: lower density was detected in mosquito cultured at 37?C compared to those at 25?C. Examination of Wolbachia density in different developmental stages of Ae. aegypti transinfected from the KLPP stain of Ae. albopictus revealed that Wolbachia density in Ae. aegypti increased at a lower rate than that of Ae. albopictus. The results seem to suggest that Ae. aeqypti may have a better resistance to multiplication of Wolbachia than Ae. albopictus. Chigger: The chiggers (Trombiculids) were identified to genus and species by morphology and molecular genetic techniques using 18S rRNA gene. We were able to identify 7 species of chiggers belonging to 4 genera, i.e., Ascoschoengastia globosa, Walchia lupella, Walchia kalrata, Trombicula (Blankaartia) gracilis, Trombicula (Blankaartia) niloticum, Trombicula (letotrombidium) sp. and Helenicula sp. The phylogenetic tree showed two groups of chiggers: group 1 (Ascoschoengastia sp. and Walchia sp.) and group 2 (Trombicula sp. and Helenicula sp.). The average Genetic distance between the two groups was 18.9%, between the genera within group 1 was 6.74%, and within group 2 was 3.1%. However, the average Genetic distance among strains of Ascoschoengastia sp. was 0.4%. Exploring for possible medically related eubacteria in chiggers by molecular techniques has revealed positive results for ?-proteobacteria in 2 specimens: one was related to Pantoea agglomerans, causative of cotton fever, and the other was related to Photorhabdus luminescens, entomopathogenic bacteria. These eubacteria may be related to vectorial capability of chiggers for human or insect pathogens. Black fly: Forty five known species of black fly were found in Thailand during this study. The distribution of 27 larval black fly species from northern Thailand was related to some physical parameters of the breeding sites such as stream size, altitude and water velocity. Study of larval polytene chromosomes has revealed the existence of different cytoforms with morphological uniforms in the populations of Simulium siamense and Simulium tani. Based on the mitochondrial DNA (COI) sequence, the populations of three black fly species from the northern region showed greater diversity and highly genetic structure within the region as well as genetic differentiation from populations in the other regions. Moreover, molecular sequence of ITS2 rDNA clarified phylogenetic relationships among 40 black fly species. This fundamental knowledge may be useful for developing control measures for black fly populations in Thailand in the future.

บรรณานุกรม :
วิสุทธิ์ ใบไม้ . (2549). การศึกษาอณูพันธุศาสตร์และนิเวศวิทยาของพาหะกับเชื้อก่อโรค.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วิสุทธิ์ ใบไม้ . 2549. "การศึกษาอณูพันธุศาสตร์และนิเวศวิทยาของพาหะกับเชื้อก่อโรค".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วิสุทธิ์ ใบไม้ . "การศึกษาอณูพันธุศาสตร์และนิเวศวิทยาของพาหะกับเชื้อก่อโรค."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
วิสุทธิ์ ใบไม้ . การศึกษาอณูพันธุศาสตร์และนิเวศวิทยาของพาหะกับเชื้อก่อโรค. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.