ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การปฏิรูปสื่อ (Reforming the Media Systems)

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การปฏิรูปสื่อ (Reforming the Media Systems)
นักวิจัย : ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ , สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4510020 , http://research.trf.or.th/node/1257
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงสร้างตลาดสื่อวิทยุและโทรทัศน์ การวิจัยในเรื่องโครงการตลาดของสื่อวิทยุและโทรทัศน์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจจตลาดสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ( รวมโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก ) และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง คือ อุตสาหกรรมการผลิตรายการ และอุตสาหกรรมโฆษณา โดยศึกษาโครงสร้าง พฤติกรรมและผลการดำเนินงานของสื่อแต่ละประเภท ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวจะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในตลาดสื่อมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมอันจะนำมาซึ่งการปฏิรูประบบสื้อกระจายเสียงในประเทศไทยให้มีความหลากหลายของเนื้อหา และเอื้อต่อการพัฒนามากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า ในตลาดของสื่อโทรทัศน์นั้น สถานีโทรทัศน์มีอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบการอื่นๆ ในระดับสูง ทั้งในการกำหนดอัตราค่าโฆษณา และเงื่อนไขของการผลิตและการออกอากาศรายการ ซึ่งทำให้สถานีโทรทัศน์หลายแห่งมีผลประกอบการในการลงทุนที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม การศึกษาผังรายการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบแนวโน้มการนำเสนอรายการบันเทิงในสัดส่วนที่สูงขึ้น ในขณะที่รายการเพื่อการศึกษาและรายการสาระต่างๆ มีสัดส่วนที่ลดลง การวิจัยยังพบด้วยว่า ระบบเรตติ้งซึ่งตอบสนองการโฆษณาสินค้ายังทำให้ประชาชนหลายกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ขาดกำลังซื้ออาจเสียโอกาสในการได้รับชมรายการที่เหมาะสมกับตน นอกจากนี้รายการวิเคราะห์ข่าวและสนทนาเหตุการณ์ปัจจุบัน ( commentary ) ก็ยังมีแนวโน้มที่ลดลง และขาดความสมดุลในการนำเสนอความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ มากขึ้นเรื่องๆ เช่น สถานีโทรทัศน์ของรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชานเชื่อเป็นหลัก ตลาดโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกมีโครงสร้างที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือ ตลาดระดับประเทศ และตลาดระดับท้องถิ่น ในตลาดระดับประเทศนั้น มีบริษัทรายใหญ่ที่เป็นผู้ประกอบการอยู่เพียงรายเดียวคือ บริษัท UBC การเป็นผู้ประกอบการายเดียวทำให้บริษัทดังกล่าวมีอำนาจเหนือตลาด สามารถขึ้นราคาค่าบริการได้หลายครั้ง และปรับผังรายการในลักษณะที่ลดทางเลือกของผู้บริโภคได้ ในขณะที่ยังมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนตลาดระดับท้องถิ่นเป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากแต่มีขนาดเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ประสบปัญหาในการแข่งขันอย่างเสมอภาคกับผู้ประกอบการในตลาดระดับประเทศหลายประการเช่น การไม่สามารถวางเครือข่ายเพื่อให้บริการได้ในบางพื้นที่เช่นกรุงเทพมหานคร การถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามจำนวนช่องที่ออกอากาศในระดับสูง ซึ่งสร้างภาวะต้นทุนในการเข้าสู่ตลาด และการไม่สามารถซื้อรายการที่เป็นที่นิยมจากต่างประเทศเนื่องจากถูกผู้ประกอบการายใหญ่ซื้อเหมารายการ ในส่วนของตลาดวิทยุนั้น ปัญหาที่สำคัญก็คือ กระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่โดยทั่วไปขาดความโปร่งใส และไม่มีมาตราฐานที่เท่าเทียมกันของหน่วยงานรัฐแต่ละแห่ง การศึกษายังพบแนวโน้มของการกระจุกตัวสูงขึ้นของตลาดวิทยุในบางพื้นที่เช่น กรุงเทพมหานคร และการขยายตัวเป็นเครือข่ายสถานีวิทยุในระดับประเทศของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ตลอดจนพบการผนวกกันในแนวดิ่งระหว่างธุรกิจสถานีวิทยุกับธุรกิจบันเทิงโดยเฉพาะเพลง ซึ่งมีผลในการเพิ่มผลกำไรในการประกอบการของผู้ประกอบการ แต่มีผลในการลดโอกาสในการเข้าสู่ตลาดของผู้ผลิตเพลงที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจสถานีวิทยุ และลดทางเลือกของผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังพบว่ามีการโฆษณาเกินสัดส่วนเวลาที่กำหนดอยู่ทั่วไป โดยสรุป ในเชิงธุรกิจ สื่อโทรทัศน์และวิทยุในประเทศไทยเป็นธุรกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีแก่นักลงทุนจากความสามารถสร้างหรือตอบสนองความต้องการของตลาดมวลชนได้ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนโยบายสาธารณะแล้วตลาดสื่อโทรทัศน์และวิทยุในประเทศไทยยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างหลายประการ ได้แก่ 1. กลไกในการได้มาซึ่งสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งจำเป็นต่อการประกอบการเป็นกระบวนการที่ไม่มีความโปร่งใสเอื้อต่อระบบอุปถัมภ์หรือการคอร์รัปชั่น 2. รัฐมักใช้สื่อของรัฐในการโฆษณาประชาสัมพันธ์แทนการให้สื่อของรัฐเป็นกลไกในการนำเสนอข่าวสารอย่างรอบด้าน 3. การมีกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และ การขาดการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งทำให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภคสื่อในรูปแบบต่างๆ เช่น การโฆษณาเกินกำหนดเวลา และการโฆษณาแฝง 4. การที่สื่อเอกชนมีผลประโยชน์ในธุรกิจอื่นๆ ซึ่งทำให้มีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่รอบด้านในกรณีที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และการขาดกลไกในการดูแลด้านจรรยาบรรณของสื่อ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคขาดกระบวนการเยียวยาเมื่อได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากสื่อ 5. การมีอำนาจเหนือตลาดของผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์และวิทยุรายใหญ่จากการมีส่วนแบ่งตลาดสูง และการมีการผนวกกันในแนวดิ่ง ( vertical integration ) ซึ่งเอื้อต่อการมีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขัน พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาด หรือไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคขาดทางเลือก 6. การขาดการสนับสนุนให้เกิดรูปแบบของสื่อที่หลากหลาย ที่เป็นอิสระจากรัฐในการบริหาร และโครงสร้างการกำกับดูแลองค์กร ( governance structure ) โดยเฉพาะสื่อแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะ ( public broadcasting ) และสื่อชุมชน ( community broadcasting ) ซึ่งทำให้ระบบสื่อในปัจจุบันเป็นระบบที่เน้นด้านการพาณิชย์โดยขาดการสนองตอบต่อเป้าหมายอื่นๆ ของสังคม 7. รายงานวิจัยอื่นๆ ในชุดการวิจัยเรื่องการปฏิรูประบบสื่อ จะวิเคราะห์ถึงปัญหาดังกล่าวในรายละเอียด และนำเสนอแนะข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อปฏิรูประบบสื่อต่อไป สื่อดิจิตัล และเทคโนโลยีสื่อ การแพร่ภาพกระจายเสียงแบบดิจิตัลสามารถทำได้ทั้งโดยผ่านระบบสายเคเบิ้ล ( cable transmission ) โทรทัศน์ภาคพื้นดิน ( terrestrial transmission ) และการส่งสัญญาณโดยตรงจากดาวเทียม(direct-to-home transmission) รายงายฉบับนี้จะเน้นวิเคราะห์ถึงการแพร่ภาพกระจายเสียงแบบดิจิตัลของโทรทัศน์ภาคพื้นดิน เนื่องจาก โทรทัศน์ภาคพื้นดินเป็นโทรทัศน์ที่แพร่หลายมากที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตัลของโทรทัศน์ภาคพื้นดินจะสูงกว่าโทรทัศน์ในระบบอื่นๆ การแพร่ภาพในระบบดิจิตัลยังช่วยทำให้ช่วงความถี่มีเหลือ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการให้บริการใหม่ๆ เช่น การแพร่ภาพหลายช่อง ( multi channeling ) การแพร่ภาพที่มีความคมชัดสูง ( high definition ) การเลือกรายการผ่านเมนูแนะนำรายการอิเล็กทรอนิกส์ ( electronic program guide ) บริการโต้ตอบ ( interactive service ) รายการเสริม ( enhanced programming ) ความสามารถในการรับสัญญาณภาพได้ทางอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ขนาดเล็ก ( small mobile device ) จากการศึกษาประสบการณ์ในต่างประเทศ ผู้วิจัยพบว่ากระบวนการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตัลมีความยากลำบากมากมาย อันเนื่องมาจากต้นทุนและอุปสรรคต่างๆ เช่น การต้องลงทุนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในส่วนของผู้ประกอบการ การต้องเปลี่ยนเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นวีดีโอหรือติดตั้งเครื่องรับสัญญาณในส่วนของผู้บริโภคทั้งหมด การต้องพัฒนาบริการที่จะสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค การต้องเปลี่ยนแปลงแผนการจัดสรรคลื่นความถี่ของแต่ละประเทศ ตลอดจน การที่ผู้ประกอบการไม่ต้องการเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ไม่ได้หมายความว่า โทรทัศน์ไม่จำเป็นต้องมีภารกิจด้านสังคม หรือต้องทำเพื่อ “ ประโยชน์สาธารณะ “ ( public interest ) อีกต่อไป เนื่องจาก ผู้ชมรายการโทรทัศน์ไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงผู้บริโภค ( consumer ) เท่านั้น แต่เป็นพลเมือง ( citizen ) ของสังคมด้วย ดังนั้น แม้ว่ารายการที่มีรูปแบบหลากหลายอาจทำให้ผู้ชมกลุ่มต่างๆ ได้รับการตอบสนองในฐานะผู้บริโภคก็ตาม ผู้ชมในฐานะพลเมืองอาจไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอความจำเป็นในการต้องมีวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะหรือวิทยุชุมชนจึงยังคงมีอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลง แม้ประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตัลได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วก็ตาม ข้อเสนอแนะทางนโยบายในรายงานฉบับนี้จะประกอบไปด้วยข้อเสนอ 2 ส่วนคือ ข้อเสนอแนะทางนโยบายในช่วงก่อนการปรับเปลี่ยนไปสู่โทรทัศน์ดิจิตัล และข้อเสนอแนะทางนโยบายเพื่อการปรับเปลี่ยน ข้อเสนอแนะทางนโยบายในช่วงก่อนการปรับเปลี่ยน ?คณะกรรมการการสื่อสารแห่งชาติ ( กสช. ) ควรศึกษาความเป็นไปได้ ( feasibility study ) ด้วยการวิเคราะห์ต้น ทุนและประโยชน์ ( cost benefit analysis ) ในเชิงปริมาณของการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตัล เพื่อหาระยะเวลา และแผนการที่เหมาะสมในการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ?หลังจากนั้น กสช. ปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนไปสู่โทรทัศน์ระบบดิ จิตัล โดยในกระบวนการดังกล่าวควรเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการนำเสนอความคิดเห็นอย่างกว้างขวางติดตามมาด้วยการประกาศแผนการในการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตัล ( digital switchover roadmap ) ที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคสามารถเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนได้ ?กสช. ควรประกาศแนวคิดในการกำกับดูแลทางโครงสร้างและนโยบายคลื่นความถี่หลังจากปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตัลอย่างสมบูรณ์แล้ว เช่น ประกาศนโยบายในการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ได้คืนมาจากกระบวนการดังกล่าว และวางแผนการในการยกระดับความเข้าใจและความตื่นตัวของประชาชน ข้อเสนอแนะทางนโยบายเพื่อการปรับเปลี่ยน ในช่วงที่จะมีการเปลี่ยนผ่าน กสช. ควรมีการกำหนดเงื่อนไขและมาตราการจูงใจที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนดังนี้ ?กำหนดเงื่อนไขในการปรับเปลี่ยนที่เอื้อต่อการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาด เช่น ไม่ควรมีข้อห้ามในการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ และไม่ควรสร้างข้อกำหนดที่แตกต่างกันระหว่างโทรทัศน์ของรัฐ และโทรทัศน์ของเอกชน ซึ่งจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันกัน ?อนุญาตให้มีการเปลี่ยนการถือครองกรรมสิทธิ์ในคลื่นความถี่ได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกในการปรับไปสู่ระบบดิจิตัล ?จัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตัล ( Digital Switchover Fund ) เพื่อให้การอุดหนุนการปรับเปลี่ยนไปสู่โทรทัศน์ในระบบดิจิตัล ?กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเครื่องโทรทัศน์ปิดฉลากตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อป้องกันการปิดฉลากที่ทำให้เกิดความสับสนนแก่ผู้บริโภค ?สนับสนุนให้เกิดเครื่องรับโทรทัศน์ในราคาถูก เช่น การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นการชั่วคราว ?ผ่อนเพลาการกำกับดูแลตามสภาพการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาด การกำกับดูแลโครงสร้างสื่อวิทยุและโทรทัศน์ การแพร่ภาพกระจายเสียงส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งทำให้บริการแพร่ภาพกระจายเสียงในแต่ละช่วงเวลามีปริมาณจำกัดด้วย นอกจากนี้ สื่อยังเป็นสินค้าที่มีผลกระทบ ( externality ) ต่อสังคมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีอิทธิพลต่อแนวคิด ทัศนคติ ตลอดจนการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนในสังคม ทั้งในด้านการเมืองและด้านวัฒนธรรม ตลาดของสื่อวิทยุและโทรทัศน์ จึงเป็นตลาดที่มีความล้มเหลว ( market failure ) ในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ความล้มเหลวดังกล่าวจึงมีเหตุผลให้รัฐสามารถมีบทบาทในการแทรกแซงตลาดสื่อได้ ทั้งนี้มาตราการในการแทรกแซงอาจมีหลายรูปแบบ เช่น การสนับสนุนให้เกิดวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะ ( public broadcasting ) หรือ วิทยุชุมชน ( community radio ) การกำกับดูแลด้านเนื้อหา ( content regulation ) ในบางรูปแบบตลอดจนการกำกับดูแลด้านโครงสร้าง ( structure regulation ) การกำกับดูแลด้านโครงสร้างของสื่อวิทยุและโทรทัศน์อาจมีวัตถุประสงค์รองรับหลายประการ เช่นเพื่อ ส่งเสริมความหลากหลายด้านโครงสร้าง ซึ่งจะเอื้อให้เกิดความหลากหลายด้านเนื้อหา ส่งเสริมความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และป้องกันการครอบงำทางวัฒนธรรมโดยต่างชาติ ส่งเสริมให้เกิดบริการอย่างทั่วถึง ( universal access ) สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาบริการที่ดีขึ้น สร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณะต่อความโปร่งใสในการกำกับดูแลและการออกใบอนุญาต และควบคุมให้การใช้คลื่นความถี่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รายงานการวิจัยเรื่อง “ การกำกับดูแลโครงสร้างสื่อวิทยุและโทรทัศน์ “ นี้ได้วิเคราะห์แนวคิดทางทฤษฎีถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลโครงสร้างสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ทบทวนประสบการณ์ในต่างประเทศ และนำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อกำกับดูแลโครงสร้างสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ข้อเท็จจริงที่พบและข้อเสนอสำคัญในรายงานนี้ได้แก่ ?ประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่มักมีข้อจำกัดในการถือครองหุ้นส่วนของชาวต่างชาติ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกครอบงำทางวัฒนธรรม ประเทศไทยควรมีหลักเกณฑ์ในลักษณะเดียวกัน โดยควรมีข้อกำหนดห้ามชาวต่างชาติถือหุ้นส่วนข้างมากในกิจการวิทยุ โทรทัศน์และโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ?ควรมีการจำกัดจำนวนสถานีวิทยุและโทรทัศน์ที่ผู้ประกอบการสื่อแต่ละรายสามารถถือครองได้ไว้ไม่ให้สูงนัก เช่น ไม่ให้ถือครองสถานีโทรทัศน์ได้เกิน 1 สถานี และสถานีวิทยุเกินกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนสถานีที่มีอยู่ในพื้นที่นั้น เพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งสามารถมีอิทธิพลเหนือประชาชนในพื้นที่นั้นได้มากเกินไป ?ยังไม่มีความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎเกณฑ์ทั่วไปในการถือครองข้ามสื่อระหว่างสื่อวิทยุโทรทัศน์และสื่อหนังสือพิมพ์เหมือนในต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา ตลาดหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยมีการแข่งขันอยู่มากพอสมควร นอกจากนี้ การถือครองข้ามสิ่อยังน่าจะมีประโยชน์ในการลดต้นทุนในการประกอบการของผู้ประกอบการ ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคด้วย ?การปฏิรูปโครงสร้างของสื่อวิทยุและโทรทัศน์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการปฏิรูประบบใบอนุญาตประกอบกิจการ ทั้งนี้ การปฏิรูปใบอนุญาตควรมีแนวทางดังต่อไปนี้ ?กระบวนการออกใบอนุญาตต้องมีความโปร่งใสเช่น มีขั้นตอนในการขอรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ ( public consultation ) ?การออกใบอนุญาตควรคำนึงถึงระยะเวลาที่คุ้มกับการลงทุนวัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการ แนวทางการพัฒนากิจการของผู้ขอรับใบอนุญาต ความต้องการในสิทธิด้านการสื่อสารของผู้บริโภครวมทั้งผลการประเมินการประกอบกิจการ ?ควรมีเงื่อนไขการกำกับดูแลด้านโครงสร้างในใบอนุญาตเช่น สิทธิในการใช้โครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สาธารณะ ( rights of way ) และการร่วมใช้โครงข่ายของผู้ประกอบการอื่น ?ควรมีมาตราการในการส่งเสริมการแข่งขันดังต่อไปนี้ ?เร่งประกาศหลักเกณฑ์ในการมีอำนาจเหนือตลาด และหลักเกณฑ์ในการควบรวมกิจการให้มีความชัดเจนโดยเร็ว ?ออกมาตราการป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์และวิทยุรายใหญ่ ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง และการมีการผนวกกันในแนวดิ่ง ?เร่งพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์การแข่งขันในตลาดสื่อของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ กสช. ?ควรมีบทบัญญัติป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมสำหรับกิจการแพร่ภาพกระจายเสียงเป็นการเฉพาะ เช่น ควรมีกฎระเบียบในการใช้อุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ( conditional access equipment ) หรือ โปรแกรมรายการอิเล็กทรอนิกส์ ( electronic programming guide ) เพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบการกีดกันการแข่งขันจากผู้ประกอบการรายใหม่ วัตถุประสงค์ ภาพที่พึงปรารถนา และหลักการที่ควรจะเป็นของระบบสื่อ รายงานบทสังเคราะห์เรื่องการปฏิรูปสื่อนี้เป็นการสรุปในเชิงสังเคราะห์จากเอกสารการวิจัย 11 ชิ้น ซึ่งเป็นเอกสารวิจัยสนับสนุน ( background paper ) ดังต่อไปนี้ 1. วัตถุประสงค์ ภาพที่พึงปรารถนา และหลักการที่ควรจะเป็นของระบบสื่อ 2. โครงสร้างระบบสื่อวิยุและโทรทัศน์ 3. ตลาดหนังสือพิมพ์และการกำกับดูแลในประเทศไทย 4. สื่อดิจิตัล และเทคโนโลยีสื่อ 5. การสร้างสารสนเทศคุณภาพ 6. การพัฒนาบุคลากร 7. การกำกับดูแลโครงสร้างสื่อวิทยุและโทรทัศน์ 8. การกำกับดูแลเนื้อหาโดยรัฐและการกำกับดูแลตนเองของสื่อ 9. การตรวจสอบสื่อโดยสังคม 10. สื่อสาธารณะ 11. สื่อภาคประชาชน หัวใจที่สำคัญในการปฏิรูประบบสื่อในประเทศไทยมีองค์ประกอบ 4 ประการคือ 1. การสร้างระบบสื่อในรูปแบบใหม่ 2 กลุ่มคือ สื่อสาธารณะและสื่อชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนที่ไม่ได้เป็นเป้าหมายของสื่อเชิงพาณิชย์ และต้องการรับข่าวสารที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ สื่อดังกล่าวจะทำหน้าที่ผลิตรายการด้านการศึกษา สารคดี การส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรม รายการสำหรับเด็กและเยาวชน และประชาชนที่ไม่มีกำลังซื้อ ตลอดจนรายการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาต่างๆ 2. การสร้างกลไกในการตรวจสอบสื่อโดยภาคประชาสังคม ในรูปขององค์กรที่ทำงานอย่างมืออาชีพ ซึ่งจะตรวจสอบสื่อประเภทต่างๆ ทั้งในด้านโครงสร้าง เช่น ผลประโยชน์ทางธุรกิจของสื่อ และเนื้อหาที่สื่อนำเสนอ แล้วนำเสนอผลการตรวจสอบดังกล่าวตอสังคมอย่างเป็นประจำ 3. การสร้างกลไกของการกำกับดูแลโดยรัฐ ในประเด็นโครงสร้าง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้นในตลาดวิทยุและโทรทัศน์ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการกำกับดูแลตนเองของกลุ่มวิชาชีพสื่อในด้านเนื้อหา โดยดำเนินการดังนี้ ก ) เสริมความเข้มแข็งในการกำกับดูแลตนเองของหนังสือพิมพ์โดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยการสร้างความเข้าใจเรื่องข้อกำหนดด้านจรรยาบรรณของหนังสือพิมพ์แก่ประชาชน ข ) สร้างระบบกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์ภายใต้การสนับสนุนของ กสช. ซึ่งประกอบด้วย การนำเอาระบบแบ่งประเภทเนื้อหาของรายการ ( rating ) และระบบที่กำหนดช่วงเวลาจุดแบ่ง ( watershed ) ในการนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสมมาใช้ในการสื่อโทรทัศน์ การจัดทำข้อกำหนดจรรยาบรรณในด้านต่างๆ และการวางระบบพิจารณาเรื่องร้องเรียนในสองระดับ 4. การจัดสรรเงินจากกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่มีผลตอบแทนทางพาณิชย์ตั้งแต่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น ก ) การสนับสนุนสถานีวิทยุโทรทัศน์สาธารณะ ข ) การสนับสนุนสถานีวิทยุชุมชน ค ) การสนับสนุนการผลิตรายการสารคดี หรือรายการเพื่อการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกำหนด ง ) โครงการให้การศึกษาเพื่อการรู้เท่าทันสื่อ ( media literacy ) แก่ประชาชน จ ) การฝึกอบรมบุคลากรด้านสื่อ โดยให้การอุดหนุนโดยตรงแก่บุคลากร การรับการอุดหนุนตาม ข ) – จ ) ควรอยู่ในระบบที่มีการแข่งขัน โดยผู้รับการอุดหนุนต้องจัดทำข้อเสนอโครงการ นำเสนอต่อ กสช. คัดเลือกอย่างโปร่งใสโดยเปิดเผยรายละเอียดของโครงการที่ผ่านการคัดเลือกแก่สาธารณะ ทั้งนี้ รายได้ส่วนใหญ่ของกองทุนในการสนับสนุนโครงการต่างๆ ดังกล่าวน่าจะได้มาจากการแปลงรายได้จากสัมปทานกิจการโทรทัศน์เป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และการจัดการประมูลใบอนุญาตวิทยุ The objective of this study is to understand the competition in the broadcasting media market in Thailand and the related industries, i.e., program production and advertisement. The framework used in the study is based on the industrial organization theory, whereby structures, conducts and performances of each industry are analyzed. The analysis will lead to an identification of the problems in each market and provide guidance towards appropriate policy measures to reform the structures of the media market. The study found that television stations in Thailand have strong bargaining power in determining advertisement rates and setting the conditions of program production and distribution. As a result, major operators have successfully sustained relative high return on investment, even comparing with international benchmarks. However, from a public policy perspective, it is found that the existing structures may not produce an optimal outcome for the society. In particular, there is a clear upward trend in the broadcasting time of entertainment programs and a downward trend of education, documentary and commentary programs during the last five years. Program production and distribution, based on audience ratings, tends to ignore certain view groups, i.e., children and senior citizens, that do not have purchasing power. Commentary programs are found to lack a balanced presentation of different opinions in controversial issues. The pay-TV market composes of two market segments: the national market and the regional market. In the national market, UBC is the sole operator and thus has market dominance. With its dominant position, the company has continually increased its subscription rates and reduced the number of programming packages offered to consumers. Yet UBC is still able to expand its subscriber base. In the regional market, which composes of hundreds of small operators, there are problems of the inaccessibility to rights of ways especially in Bangkok, high concession fees, which raise operating costs and deter market entry and the inaccessibility to popular foreign programs due to exclusive dealings between the dominant operator and content suppliers. The most important problems in the radio broadcasting markets are the lack of transparency in frequency allocation and the differences in concession conditions among many governmental agencies involved, resulting in the lack of effective competition. The study also found increasing ownership concentration in many markets, notably in the Bangkok market, and a trend towards national radio networks. Vertical integrations between radio stations and music producers are also becoming widespread. Although the integrations have been proved successful in terms of business operation, resulting in high rates of return to the operators involved, they trend to reduce consumer choices and create an entry barrier for independent music composers and producers. The ratios of advertisement time of many stations are also found to violate the regulated limits, reflecting the lack of effective enforcement. In short, the broadcasting industries in Thailand appear to be successful in terms of business operation. However, from a public policy perspective, at least six major problems need to be seriously addressed: 1.Frequency allocation needs to be improved to increase transparency and reduce corruption and cronyisms. 2.Governances of state media need to be reformed to provide more accountability to the public rather than the government in power. 3.Media regulations need to be revised to reflect new developments in the industries and encourage more competition. Moreover, the regulation of advertisement time needs to be strengthened. 4.Conflicts of interests in commercial media industries need to be controlled so that the media can be more accountable to the public. 5.Market dominants with high market shares or vertical integration need to be regulated to prevent abuse of dominance and promote fair competition in the relevant markets. In particular, the competition law and regime need to be strengthened. 6.Diversity of ownership should be promoted. In particular, public broadcasting, e.g., public TVs and public radios, together with community broadcasting should be developed to complement commercial broadcasting and promote diversity of opinions. These topics will be addressed in more detail in subsequent research papers. All three modes of broadcasting, namely cable, satellite and terrestrial broadcasting, can be digitized. In this report, we focus mainly on the digitization of terrestrial television since it is the most popular mode of transmission in Thailand. There are many benefits from the digitization of terrestrial television. Most importantly, the switchover to digital television will release a large amount of frequency spectrum once the process is completed. The released spectrum can be used in a number of ways, including broadcasting of muti-channel program, broadcasting of high-definition images, providing interactive services, providing enhanced programming and allowing the use of mobile receivers. By reviewing digitization experiences in many OECD countries, we found that the digitization process is costly and far from being straightforward. Firstly, TV operators need to invest substantially to upgrade their transmission networks and equipments. Secondly, consumers need to replace their TV receivers, video recorders and other equipments to costly digital receivers or buy set-top boxes to enjoy the benefits of digital broadcasting. Thirdly, incumbent TV, satellite and CATV operators prefer a delayed digital switchover for fear of greater competition. The process thus involves a number of market failures, including coordination failure, and need government intervention, most importantly to coordinate the switchover. Contrary to the claims by some operators, the digitization of terrestrial TV does not necessarily bring an end to TV regulation and government intervention. This is because while digital television may bring about muti-channel broadcasting, greater competition and more program varieties, these is still a need to ensure that public interest is not neglected by commercial broadcasters. Programs still need to be regulated to prevent violence and harmful contents. Public broadcasting is also needed to ensure that contents useful to population with low purchasing power are still available. Based on our findings, two sets of recommendations are advanced. Firstly, to prepare for the digitization process, the National Broadcasting Commission (NBC) should take the following measures: 1.Conduct a digitization feasibility study to determine the optimal switchover timing and method. 2.Revise the Frequency Management Master Plan to accommodate the digitization process. In particular, simulcasting needs to be carefully planned to prevent disruption in viewing. All affected parties should be consulted and followed by an announcement of a clear “Switchover Roadmap’. 3. Awareness raising programs should be promoted to educate the public and facilitate the switchover process. Secondly, to promote faster transition to digital television, the NBC should implement the following policy measures: 4. Adopt a pro-competitive approach to the switchover process. Most importantly, there should be no restrictions to market entry of new operators, provided that there is enough frequency. Private and public TV stations should be treated equally to avoid unnecessary distortion. 5. Allow spectrums held by private operators to be tradable to promote faster spectrum release. Due to the limited amount of frequency spectrum, broadcasting media markets tend to be characterized as oligopolistic markets. There are also positive and negative externalities due to spillover effects of the media on the society. This means that the broadcasting media left on their own is unlikely to produce desirable results for the society and there are clear rationales for government intervention. Such interventions may be in the form of supporting public broadcasting and community radios and imposing content and structural regulations. Structure regulations can be designed to serve many objectives, ranging from promoting diversity in ownership, which in turns enhancing diversity of opinions, promoting cultural diversity through imposing limits on foreign ownership, promoting universal services of broadcasting media and preventing anti-competitive behaviors of dominant media operators. The goal of this paper is to provide theoretical foundations for structure regulation of broadcasting media, review international experiences in the area of structure regulations, and propose policy recommendations on structure regulation. Our key findings and recommendations include: -Foreign ownership restrictions are common in many OECD countries. Thailand may impose similar restriction to prevent cultural domination by foreign media. In particular, foreigners should be prohibited to own or control radio and television stations, including subscription televisions. -To promote diversity of ownership, an entity should be restricted to own or control more than one television station and more than 20 percent of radio stations in a geographical market. - There is no need to impose restrictions on cross-media ownership and control. This is because the newspaper market in Thailand has long been competitive and contestable. A cross-media ownership can reduce costs for producers by promoting content sharing and increase consumer welfare. - There is an urgent need to reform the spectrum licensing process: - Transparency and public participation need to be introduced into the process. - License period for radio should be extended from the current 1-2 years to at least 5 years. Rights and obligations of licensees should also be clearly spelled out to provide more certainty. - Competition law and policy regime should be strengthened. In particular, - Guidelines to define ‘market dominance’ and to control mergers and acquisitions should be issued. - Staffs of the National Broadcasting Commission’s Secretariat Office should be trained to have market analysis capability. - Sector-specific competition rules for the media market, especially the subscription television market, should be specified. In particular, rules related to the access to conditional access equipment and electronic programming guide (EPG) should be defined. This synthesis paper is prepared based on the findings of 11 background papers under the ‘Media Reform Project’. The background papers are: 1.Objectives, desirable future scenarios and principles of media system. 2.The structure of broadcasting media. 3.The structure of newspaper and regulation of press. 4.Digital broadcasting and media technology 5.‘Quality’ content 6.Media personnel development 7.Structure regulation of broadcasting media 8.Self-regulation and state-regulation 9.Media watchdog 10.Public broadcasting 11.Civic media Key findings and recommendations include: 1.In addition to commercial and state-run media, Thailand is in an urgent need of two more types of broadcasting media: public and community broadcasting. Such media, neither controlled by the state nor motivated by commercial interests, are expected to provide information and program in the area of education, culture, children program, etc., that are of public interests but not profitable to produce. 2.State censorship and control of media has consistently produced undesirable results, especially in limiting the freedom of expression. Self-regulation of the press should replace state control. However, it is effective only under some conditions and should be complemented by civic monitoring of the media through the establishment of a ‘media watchdog’ organization. The organization needs to be independent from the media and the government, sufficiently financed and equipped with full-time staffs to operate effectively. 3.Structural regulations of broadcasting media are needed to promote greater competition. This needs to be complemented by self-regulation by professional bodies in the area of content regulation. In particular, a rating and watershed systems for broadcasting media should be introduced as parts of the regulatory regime administered by the NBC. Self-regulation by broadcasting media professionals should also be promoted and backed up by NBC’s regulation. 4.There is a need to reform media financing, In particular, the ‘Broadcasting Media Development Fund’, set up under the auspices of the Broadcasting and Telecom Regulatory Organization Act, should be used to fund the following media bodies and activities: a.Public broadcasting media b.Community media c.Content creation by small producers d.Media literacy program e.Media professional training Support for activities b) – e) should be subjected to competitive granting based on the merit of the proposals submitted to the NBC. Revenue of the fund includes license fees converted from commercial television concession fees, and revenue raised by radio frequency spectrum auction.

บรรณานุกรม :
ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ , สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ . (2548). การปฏิรูปสื่อ (Reforming the Media Systems).
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ , สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ . 2548. "การปฏิรูปสื่อ (Reforming the Media Systems)".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ , สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ . "การปฏิรูปสื่อ (Reforming the Media Systems)."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ , สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ . การปฏิรูปสื่อ (Reforming the Media Systems). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.