ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาเพื่อกำหนดเขตวิกฤตสำหรับการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำป่าสัก

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาเพื่อกำหนดเขตวิกฤตสำหรับการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำป่าสัก
นักวิจัย : ณัฎฐา หังสพฤกษ์
คำค้น : Critical Areas , GIS , Pasak river basin , Water Resources Management , การจัดการทรัพยากรน้ำ , ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ , ลุ่มน้ำป่าสัก , เขตวิกฤต
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2545
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4230024 , http://research.trf.or.th/node/1063
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาเพื่อกำหนดเขตวิกฤตสำหรับการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำป่าสักในการ ศึกษาได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic System : GIS) มาประยุกต์ใช้ในการ กำหนดพื้นที่วิกฤตในลุ่มน้ำ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการจัดการ ทรัพยากรน้ำ ได้แก่ สภาพภูมิอากาศ อุทกวิทยาในพื้นที่ คุณภาพน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ลักษณะทางกายภาพของที่ดิน การกร่อนดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดิน แหล่งศิลปกรรมและ แหล่งท่องเที่ยว การสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต ระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจ และปัจจัยทาง สังคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น การศึกษาพบว่า (พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง) ระดับสูงมาก, สูง, ปาน กลาง, ต่ำและต่ำมาก ในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักมีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 16.39, 63.98, 1.83, 1.18 และ 16.61 ตามลำดับ ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด โดยจังหวัดที่มีพื้นที่วิกฤตนี้มากที่สุดคือ จังหวัด เพชรบูรณ์ ส่วนพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ในกรณีก่อนหรือไม่มีเขื่อนป่าสักชล สิทธิ์ พบว่าเขตวิกฤตในระดับสูงมาก สูง ปานกลาง น้อยและน้อยมาก มีพื้นที่รวมในแต่ละระดับ เขตวิกฤต คิดเป็นร้อยละ 54.32, 0.10, 0.04, 8.08 และ 37.45 ตามลำดับ พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม มีพื้นที่เปลี่ยนแปลงลดลงจากระดับที่สูงถึงสูงมาก มาเป็นเขตต่ำถึงต่ำมาก อย่างไรก็ดีไม่ว่ากรณี ก่อนมีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หรือกรณีมีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แล้วก็ตาม พื้นที่ตอนบนและตอนกลาง ของลุ่มน้ำป่าสักก็ยังเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมโดยเฉพาะพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำป่าสัก ส่วนพื้นที่ ตอนล่างของลุ่มน้ำป่าสักเป็นพื้นที่เขตวิกฤตต่อการเกิดอุทกภัย ที่มีระดับความวิกฤตต่ำมาก เนื่องจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สามารถควบคุมระดับน้ำได้ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความวิกฤตลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ตอนบนและตอนกลางของลุ่มน้ำป่กสัก ผลของการศึกษาสามารถสรุป (1) เขตพื้นที่วิกฤตด้านต่างๆ ในลุ่มน้ำป่าสัก (2) เสนอแนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำที่เหมาะ สมในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก (3) แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำป่า สัก และ (4) จัดทำระบบฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผล การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใน ลุ่มน้ำแบบผสมผสาน (Integrated Water Resources Management: IWRM) ที่มีการพิจารณา ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอื่นๆ เช่น ดิน ป่าไม้ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม และระบบ นิเวศ โดยการศึกษานี้เป็นรูปแบบที่มีการจัดการจัดทำฐานข้อมูลที่สามารถปรับปรุงให้ทันสมัย ได้ตลอดเวลา (มิติทางเวลาและสถานที่) กล่าวคือสามารถเปลี่ยนแผนกลยุทธ์และ/หรือแผนแม่ บทได้ตลอดเวลา หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์หรือข้อมูล การศึกษานี้นับว่าเป็นการ พัฒนารูปแบบการจัดการน้ำแบบผสมผสานที่เหมาะสมกับลุ่มน้ำในประเทศไทย สอดคล้องกับ นโยบายน้ำแห่งชาติ และสามารถนำไปเป็นรูปแบบสำหรับการจัดการลุ่มน้ำอื่นๆ ได้อีกด้วย The study is to identify critical areas with the aim to manage water resources in the Pasak River basin. GIS was applied by considering factors affecting water resources management such as meteorology, hydrology water quality of life, socio-economic development, etc. The study showed that the areas exposing to the most severe, severe, moderate low and very low drought are 16.39%, 63.98%, 1.83%, 1.18% and 16.61% of the river basin areas respectively. Petchabun province is the area subject to the most severe drought. On the other landing prior to the completion of Pasak Jolasid dam the areas prone to the most severe, severe, moderate, low and very low flooding are 54.32%, 0.10%, 0.04%, 8.08% and 37.45%, respectively. Again, petchabun is the province facing the most severe flooding, especially the areas adjacent to the Pasak river and its Tributaries. After the completion of Pasak Jolasid dam, the areas prone to the most severe, severe, moderate, low and very low flooding are 42.26%, 0.02%, 0.04%, 11.23% and 38.38%, respectively. The most severe and severe flooding areas are reduced. The lower part of the Pasak river basin is has a very low potential for flooding due to the presence of the Pask Jolasid dam. However, the upper and the middle parts of the Pasak river basin are still subject to flooding potential particularly the areas close to the Pasak river itself. The study could (1) identify critical areas under varying factors (2) propose suitable water management in the Pasak river basin (3) provide guidance for natural resources management in the Pasak river basin (4) establish an environmental data base for monitoring and evaluation of the management of natural and environmental resources which emphasizes the integrated water resources management (IWRM) approach. This requires a consideration of water, land, forestry, public health, archaeology, and ecology together. The established data base can always be modified and updated in terms of time and space which may result in the changes and updating of strategy and master plan of the basin. This study, thus, develop an approach towards the IWRM in the river basin in Thailand. His is in line with the national water resources policy and can be used to be the format to be applied in other basins.

บรรณานุกรม :
ณัฎฐา หังสพฤกษ์ . (2545). การศึกษาเพื่อกำหนดเขตวิกฤตสำหรับการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำป่าสัก.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ณัฎฐา หังสพฤกษ์ . 2545. "การศึกษาเพื่อกำหนดเขตวิกฤตสำหรับการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำป่าสัก".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ณัฎฐา หังสพฤกษ์ . "การศึกษาเพื่อกำหนดเขตวิกฤตสำหรับการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำป่าสัก."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2545. Print.
ณัฎฐา หังสพฤกษ์ . การศึกษาเพื่อกำหนดเขตวิกฤตสำหรับการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำป่าสัก. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2545.