ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

สังเคราะห์ความรู้และจัดประชุม เรื่อง วัฒนธรรมบริโภค

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : สังเคราะห์ความรู้และจัดประชุม เรื่อง วัฒนธรรมบริโภค
นักวิจัย : ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล
คำค้น : arts , Capitalism , Commoditification , Community Conflict , consumer , consumerism , consumption of sign , contemporary , cross-cultural consumption , culture , fast food , Holocene , Hunting-Gathering-Fishing Societies , material fetishism , Mesolithic , Mobile Lifestyle , modernism , motorcycle , Neolithic , non-mainstream , Paleolithic , Pleistocene , post-modernism , Redefined Meaning , Sensory Experience , social history , space and time , Sufficiency Consumption , Sustaining Balance , Teenagers , Thai theatre mass , the social life of things , theatre , Tsunami , การกสิกรรม , การตั้งถิ่นฐานถาวร สังคมกสิกรรม , การบริโภคอย่างพอเพียง , การละครไทย , การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ , ทางเลือกการบริโภค , นัยวัฒนธรรมบริโภค , บริโภคนิยม , ยุคหินกลาง , ยุคหินเก่า , ยุคหินใหม่ , รัฐ , ละครเวทีร่วมสมัย , วัฒนธรรมบริโภค , วัฒนธรรมมวลชน , วิถีชีวิตเร่ร่อนอพยพตามแหล่งอาหาร , ศิลปการละคร , ศิลปะนอกกระแส , ศิลปะสมัยใหม่ , สมดุลความสุข , สมัยโฮโลซีน , สมัยไพลสโตซีน , สังคมเก็บของป่า-ล่าสัตว์-ตกปลา , หมู่บ้านเกษตรกรรม , หลังสมัยใหม่ , เมือง
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2550
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG49H0001 , http://research.trf.or.th/node/818
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

สาระสำคัญ บทความนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรกเป็นการสำรวจพรมแดนความรู้ทางด้านทฤษฎีความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมบริโภค โดยเน้นที่จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากการวิพากษ์สังคมทุนนิยมของสำนักแฟรงค์เฟิร์ต อิทธิพลของแนวความคิดสัญวิทยา (semiology) ในนักคิดนักทฤษฎีชาวฝรั่งเศส เช่น ปิแอร์ บูร์ดิเยอ, ฌอง โบดิยารด์ ในส่วนที่สองของบทความนี้จะเน้นถึงรูปแบบการใช้ชีวิตในวัฒนธรรมบริโภคผ่านกระบวนการคิดเชิงทฤษฎีในด้านวัฒนธรรม (cultural theorizing) ในระดับชีวิตประจำวันและความเป็นปกติวิสัยของการบริโภควัฒนธรรมนี้ แนวคิดหรือทฤษฎี ผู้เขียนพยายามทำความเข้าใจผ่านมโนทัศน์สนาม ทุนทางวัฒนธรรม และความเป็นปกติวิสัยของปิแอร์ บูร์ดิเยอ เป็นหลักในการวิเคราะห์การบริโภคในระดับชีวิตประจำวันที่วัฒนธรรมบริโภคกลายเป็นความเป็นปกติวิสัยของสังคมสมัยใหม่ ข้อค้นพบ การทำความเข้าใจวัฒนธรรมบริโภคไม่สามารถแยกขาดจากพัฒนาการของทุนนิยมและรูปแบบสังคมสมัยใหม่ นอกจากนี้ สภาวการณ์ของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ยังเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าวัฒนธรรมบริโภคปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันที่การบริโภคสะท้อนให้เห็นจากรูปแบบการใช้ชีวิต สาระสำคัญ บทบาทของวัฒนธรรมบริโภคในสังคมไทย ก่อให้เกิดคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นของความเป็นวัตถุนิยมในระดับปัจเจก ดังจะเห็นได้จากการแสวงหาและบริโภคสินค้าเพื่อความสุข ความพึงพอใจของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะการดำเนินชีวิตในระบบทุนนิยมที่มีการแข่งขันนำเสนอสินค้าบริการหลากหลายเพื่อสนองความต้องการตลาด หากแต่เมื่อเกิดภาวะพลิกผันที่ทำให้ชีวิตเสมือนต้องเริ่มต้นใหม่ หลายคนตั้งคำถามถึงแก่นของการดำรงอยู่และความสำคัญของการบริโภคปัจจัยรอบด้าน บทความนี้ศึกษาถึงพฤติกรรมและทัศนคติของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียครอบครัว อาชีพ ที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นนัยวัฒนธรรมบริโภคที่แตกต่างไปจากบทบาทเดิม อาทิเช่น กระบวนการค้นหาความหมายในชีวิต มุมมองการสะสมวัตถุและการบริโภคอย่างพอเพียง เพื่อความสุขอย่างสมดุลของตัวเองและเพื่อแบ่งปันกับผู้อื่น และความรู้เท่าทันในความไม่แน่นอนและความเป็นสมมติของสิ่งที่บริโภค พื้นที่ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ บริเวณที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบใน จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่ ม.ค. 2548 ถึง ม.ค. 2549 งานวิจัยเป็นแบบ Ethnography Research ติดตามการเปลี่ยนแปลงในการฟื้นฟูสภาพชีวิต โดยมุ่งเน้นที่อิทธิพลและความหมายของการบริโภควัตถุทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ข้อค้นพบที่ได้จากการศึกษานัยวัฒนธรรมบริโภคหลังเหตุพลิกผันในชีวิตก็คือ เกิดนิยามทางเลือกของการดำเนินชีวิตในกระแสทุนนิยม อาทิเช่นมุมมองคู่ขนานระหว่างการสะสมปัจเจกสุขแบบเดิม กับการสร้างสมดุลความสุขจากการดำรงอยู่และการแบ่งปัน สาระสำคัญ การศึกษาละครเวทีไทยร่วมสมัยในวัฒนธรรมบริโภค มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างละครเวทีไทยร่วมสมัยกับวัฒนธรรมบริโภค นับตั้งแต่มูลเหตุที่ละครเวทีซึ่งเป็นสุนทรียศาสตร์แบบตะวันตกได้เข้ามาเป็นศิลปะชั้นสูงของสังคมชั้น “ผู้นำ” ไทย วิสัยในการบริโภคละครเวทีของคนไทย อันหมายถึงการใช้เพื่อเสพ การใช้เพื่อเรียนรู้ และการใช้เพื่อสร้างสรรค์ ความสัมพันธ์และ/หรือขัดแย้งกันระหว่างละครเวทีที่เป็นสุนทรียศาสตร์ตะวันตกกับสุนทรียศาสตร์ท้องถิ่น อิทธิพลของทุนนิยมใหม่, พหุวัฒนธรรม, และ “ตราสินค้า” อันเป็นผลิตผลของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่มีต่อละครเวทีไทยร่วมสมัย ทั้งนี้ เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมในการบริโภคละครเวทีทั้งสามลักษณาการ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของศิลปะแขนงนี้ในสังคมไทย พื้นที่ในการเก็บข้อมูล/แนวคิดหรือทฤษฎีในการวิจัย การศึกษาใช้การวิจัยเอกสารทางสังคมวิทยา วรรณคดีและศิลปะวิจารณ์ ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมบริโภค ระบบทุนนิยมใหม่ ลักษณะของสังคมไทยร่วมสมัย ศิลปะสมัยใหม่ หลังสมัยใหม่ และศิลปะนอกกระแส ศิลปการละครและสื่อวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทำวิจัยสร้างสรรค์เรื่อง “มหัศจรรย์ผจญภัยเจ้าชายหอย” ระยะเวลาในการศึกษาวิจัย โครงการวิจัย”มหัศจรรย์ผจญภัยเจ้าชายหอย” เริ่มตั้งแต่มีนาคม 2547 จัดแสดงละครเวทีเรื่องดังกล่าวในเดือนมกราคม 2548 จากนั้นเป็นการเก็บข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์ โดยใช้ทั้งทฤษฎีศิลปะวิจารณ์ และศิลปการละคร จากนั้นนำสาระที่ได้มาจัดทำวิจัยย่อยเรื่อง “ละครเวทีไทยร่วมสมัยในวัฒนธรรมบริโภค“ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนมกราคม 2549 ข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย การศึกษาพบว่าการละครเวทีแบบตะวันตกเข้ามามีบทบาทในฐานะศิลปะชั้นสูงสำหรับชนชั้นผู้นำนั้น เป็นผลมาจากการโต้ตอบกระแสจักรวรรดิ์นิยมและลัทธิอาณานิคมของประเทศตะวันตกในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หากต่อมากลับกลายเป็นการยอมรับเอาว่าโดยมาตรฐานสากลแล้ว อารยธรรมตะวันตกนั้นถือว่ามีคุณค่ามากกว่าวัฒนธรรมท้องถิ่น คนชั้นสูงอันได้แก่ผู้มีฐานะและปัญญาชนมีโอกาสบ่มเพาะรสนิยมของวัฒนธรรมชั้นสูง แต่ชนชั้นกลางระดับล่างนั้นกลับถูกจู่โจมโดยวัฒนธรรมใหม่นี้โดยไม่ได้รับการปูพื้นฐานเพื่อการบริโภคที่ถูกต้อง เขาเหล่านี้จึง”เกรง”และ “ถอยห่าง” จากสุนทรียศาสตร์แบบตะวันตก กระนั้นก็ตาม การรับเอาละครเวทีแบบตะวันตกเข้ามาบริโภคของปัญญาชนไทยนั้นก็ตกอยู่ในอาการ “ล้าทางวัฒนธรรม” เพราะในขณะที่ปัญญาชนไทยรับเอาศิลปการละครแบบสมัยใหม่เข้ามานั้น โลกตะวันตกได้ก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่แล้ว ส่วนสังคมไทยยังเป็นระบบศักดินา จนกระทั่งโลกศิลปะได้ก้าวสู่ยุคหลังสมัยใหม่ ปัญญาชนไทยก็ยังยึดสุนทรียะแบบสมัยใหม่อันเป็นวัฒนธรรมศักดินาที่ใช้กำหนดตัวตนและพื้นที่ทางสังคมของตนไว้อย่างเหนียวแน่น และปฏิเสธกระแสใหม่ๆที่เขาไม่รู้จักเพราะศิลปะนอกกระแสนั้นไม่อยู่ในมาตรฐานทางรสนิยมที่คุ้นเคย จนเมื่อสังคมไทยตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมข้ามชาติและกระแสโลกาภิวัตน์ สื่อทางวัฒนธรรมที่เป็นพาณิชย์ศิลป์อันได้แก่ภาพยนตร์ ดนตรี และละครโทรทัศน์ ล้วนได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมวัฒนธรรมซึ่งเป็นผลของบริโภคนิยมทั้งสิ้น มีการกำหนดรสนิยมกลางๆ เพื่อการทำซ้ำ ผู้บริโภคซึ่งเป็นชนชั้นกลางก็ถูกยัดเยียดหรือยอมรับคุณค่าปลอมๆนี้เพื่อใช้สร้างตัวตน สถานภาพทางสังคม และพื้นที่ในสังคมของตน เพื่อให้ตนมีความรู้สึกว่าได้ถีบตัวขึ้นมาจากการเป็นคนระดับล่างที่บริโภควัฒนธรรมชั้นต่ำ ละครเวทีซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นศิลปะชั้นสูงก็ได้ถูกนำมาทำให้ “ย่อยง่าย” และเป็นเครื่องหย่อนใจสำหรับมวลชน เพื่อให้ทั้งสามารถมีส่วนแบ่งทางพาณิชย์จาก”สินค้า”ประเภทภาพยนตร์ต่างประเทศและละครโทรทัศน์บ้าง และเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของคนชั้นกลางที่ต้องการได้ชื่อว่า ”เสพศิลปะ” ชั้นสูง ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคละครเวทีซึ่งเป็นชนชั้นสูงหรือผู้ใคร่อยากเป็นชนชั้นสูงนั้น ก็พยายามกำหนดตัวตนและพื้นที่ทางสังคมของตนโดยใช้“ตราสินค้า”ทฤษฎีทางการละครต่างๆ เพื่อทั้งเลื่อนขั้นตนเองขึ้นให้สูงกว่าผู้บริโภควัฒนธรรมมวลชนที่เป็นคนชั้นกลางและชั้นล่างระดับล่าง และเขยิบหนีจากละครเวทีนอกกระแสที่คุกคามภาวะ “ผู้นำ”ทางวัฒนธรรมของตน โดยหารู้ไม่ว่าในการกระทำดังกล่าวนั้น ก็เท่ากับว่าตนได้ตกเป็นเหยื่อของลัทธิบริโภคนิยมทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน สังคมไทยบริโภคละครเวทีเพื่อใช้เสพเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อหย่อนใจ หลีกหนี หรือกำหนดตัวตนและพื้นที่ทางสังคม การบริโภคเพื่อเรียนรู้นั้นกล่าวได้ว่ามีเฉพาะในกลุ่มปัญญาชนเพราะยังไม่มีการปลูกฝังมุมมองของสุนทรียศาสตร์ทั้งแบบตะวันออกและตะวันตกอย่างจริงจังมาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ส่วนการบริโภคเพื่อสร้างสรรค์นั้น ก็ไม่มีการพัฒนาไปในทางที่เกื้อกูลกัน หากกระจัดกระจาย เพราะผู้ที่สร้างสรรค์งานศิลปการละคร ซึ่งมีทั้งกลุ่มศักดินาทางวัฒนธรรม พวกหัวก้าวหน้ากล้าลอง และผู้ที่ทำละครด้วยใจรักโดยไม่ได้มีพื้นฐานด้านการศึกษาศิลปการละคร ต่างก็พยายามรักษาตัวตนและพื้นที่ของตนอยู่ในที การบริโภคละครเวทีอย่างสร้างสรรค์ และการพัฒนาศิลปะแขนงนี้ให้ยั่งยืน ไม่ใช่ด้วยการประเมินผลสำเร็จจากสถิติตัวเลขซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าที่ฉาบฉวยนั้น จึงน่าจะเริ่มต้นจากการที่ทำให้ละครเวทีนั้นเป็นศิลปะแบบไทยๆ ที่ร่วมสมัยกับคนไทยในกระแสพหุวัฒนธรรม โดยผสมผสานสุนทรียะแบบตะวันออกอันเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของเราเข้ากับสุนทรียะแบบตะวันตก เพื่อช่วยกล่อมเกลาละครเวทีให้ถึงพร้อมสำหรับคนไทยในปัจจุบันซึ่งเป็นส่วนผสมของยุคดิจิตอลกับรากเหง้าแบบดั้งเดิม ให้สามารถบริโภคศิลปะการละครในทั้งสามลักษณาการคือ เพื่อเสพ เพื่อเรียนรู้ และเพื่อสร้างสรรค์ ได้อย่างเหมาะสม สาระสำคัญ การบริโภคและการดำรงชีพของมนุษย์นับตั้งแต่การปรากฏตัวของมนุษย์ในยุคหินเก่า (เริ่มประมาณ 2.5 ล้านปีมาแล้ว) ยุคหินกลาง ยุคหินใหม่ จนกระทั่งถึงยุคโลหะ มีพัฒนาการที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ของโลก แบบแผนการยังชีพที่มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ดำรงไว้อย่างยาวนานที่สุดคือการของป่า-ล่าสัตว์-ตกปลา แหล่งอาหารหลักมีอยู่ตามธรรมชาติและฤดูกาล อาหารหลักของมนุษย์ในช่วงยุคหินเก่าและยุคหินกลางคือสัตว์ (ทั้งสัตว์ขนาดใหญ่และสัตว์ขนาดเล็ก) มีการล่าและดักจับประเภทสัตว์บกและสัตว์น้ำ เช่น ปลา และหอย ในขณะเดียวกันก็ยังเก็บหาอาหารประเภทอื่นด้วย เช่น พืชป่า ผักและผลไม้ป่า ลักษณะเศรษฐกิจเป็นแบบพอเพียง เน้นการบริโภคภายในครอบครัว หรือกลุ่มชาติพันธุ์ และแลกเปลี่ยนเชิงตอบแทน จนกระทั่งถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากตอนปลายสมัยไพลสโตซีนเข้าสู่สมัยโฮโลซีนตอนต้น (ประมาณ 11,000 ปีมาแล้ว) จึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงและแบบแผนการบริโภคมาเป็นการผลิตอาหารเองโดยการเพาะปลูกพืชบางชนิด (เช่น ข้าวไรย์ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าว ข้าฟ่าง ข้าวโพด) และการเลี้ยงสัตว์ (เช่น แพะ แกะ สุกร วัว-ควาย) สังคมเริ่มมีชุมชนเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมที่ผู้คนตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีเพื่อทำการเกษตรกรรมอย่างเข้มข้นเพื่อให้มีอาหารส่วนเกินเพื่อใช้แลกเปลี่ยนสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับผู้นำชุมชน การตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นเมือง ประชากรเพิ่มมากขึ้น มีสิ่งก่อสร้างสาธารณะขนาดใหญ่ และเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมระดับรัฐ The development of a consumer culture is premised upon the expansion of capitalist competition in which individuals yearn for more and more material goods to fulfill their ever growing demands. However, the question exists that if individuals experience a life-disrupting crisis, whether their new lease on life will influence and redefine their consumption patterns and culture. The Tsunami on December 26th, 2004 has resulted in significant changes in the behaviors of both society and individuals. This research explores how individuals have coped with the aftermath of the Tsunami, particularly the huge loss of lives and property. As some people come the realize the uncertainty of life, they have embraced a sustaining balance between self-satisfaction and sharing with others. This form of sufficiency consumption demonstrates an alternative attitude to material goods in this capitalist consumer culture. This paper is based on the Ethnography Research in Pang-nga and Phuket from January 2005 to January 2006. The main findings is that the meaning of consumer culture is redefined after a major life crisis (i.e. the Tsunami) and demonstrates an alternative way of life in this capitalist consumer culture, e.g. the parallel perspectives of attainment of individual satisfaction and the sustaining balance of consuming and sharing. his paper examines fast-food as a cultural object in everyday life in Thai society in a historical context of the past three decades. Evidences from documents such as newspapers and magazines were analyzed to reveal the changing mentality toward food and consumption through the processes in which the state, nutritional experts, business sectors, and consumers competed to create its own definitions and meaning. From a symbol of trendy modern consumption imposed upon traditional foods and cuisines, fast-food was condemned and labeled as “injudicious food” and “junk food” that could do harm to consumer’s health. At the same time, attempts were seen as to create new meanings of fast-food as health food by associating it with new health consciousness. From a meal for a fast-pacing lifestyle among yuppies in industrialized western societies, cross-cultural consumption of fast-food has transformed this quick-fix meal into a symbol of food for modern teenagers who were mostly free from any busy working schedule. Time and space for fast-food as leisure consumption was in stark contrast to its original ideal. Attempts to transcend this image of leisure food could be seen in various campaigns to rebuild the image of fast-food as a regular meal suitable for daily consumption in everyday time and space. A study of Thai contemporary theatre in consumer culture examines the relations between Thai contemporary theatre and consumer culture in these specific areas: the assimilation to western theatre as the high culture for Thai elite; the characteristics of theatre consuming of Thai people which are: to please one’s self, to teach one’s self, and to create; the relation and/or the opposite views of theatre art in western and oriental aesthetics; influences of new capitalism, multi-culture, and “brand” which is a product of industrial culture on thai contemporary theatre. The main purpose is to find the best way to consume theatre arts in these 3 aspects, in order to help developing Thai theatre arts. The study was conducted by researching document on sociology, and literature and arts criticism focusing on consumer culture; new capitalism; Thai contemporary society; modernism, post-modernism, polycentric aesthetics and non-mainstream art; theatre arts and related field. A minor method used was by synthesizing data from a research project : The Miraculous Adventure of the Conch Prince. The Miraculous Adventure of the Conch Prince began in March 2004. This study commenced after the staging of the above titled play in January 2005. It would be accomplished by the end of January 2006. The study reveals the following. Thai elite assimilated to Western theatre as their high culture, originally as a counteraction against imperialism and colonialism. Later, they assumed that in the level of “International standard”, western civilization proclaimed higher value than local culture. The elite who were the rich people and the high educated ones had exposed themselves toward this high culture and employed it as a “brand” to identify their self and social space in feudalistic culture, While, the middle class and lower-middle class people were not prepared for this alien culture. Therefore, the middle class treated theatre as the elite art and denied consuming it. These practices led to cultural retard. While Thai elite acquired the taste of modern art, Thai society was dominated by feudalism. No matter the world of art had moved to the post-modern era, the elite still hold on tight to the taste of modern art and dismiss non-mainstream art which are not known by their standard of taste. When cross-national capitalism and globalization manipulate the world-including Thailand, cultural media which are commercial arts such as motion picture, music, and television drama are effected by industrial culture and consumerism. Mediocre taste and mechanical re-production force the middle class consumers to submissively enjoy this false value as the device to identify their self and social space. Theatre is simplified to the level of an easy-to-chew-sugar-coated candy for the middle class consumers. This is to allow them to appreciate this so-called high culture and also a struggle to survive of theatre against the popular entertainment. The elite, meanwhile, use “brand” of theatrical theory to elevate themselves more further up from the consumers of mass culture and non-mainstream theatre which is now shaking their throne as the cultural leader, not knowing that they also fall into the tricky system of consumer culture. Thai society mainly consumes theatre to please one’s self-to entertain, to escape, or to Identify one’s self and social space. The aspect of “to teach and learn” from theatre art is limited only in the community of higher educated people, since there is still no serious teaching in appreciation of oriental and western aesthetics in the primary education. The aspect of creative consuming is hotchpotch because those who create theatre work : the cultural “feudal lords”, the progressive daredevils, and the na?ve artists; are trying their best to preserve their cultural identity and space. To consume theatre creatively and develop Thai theatre arts, we must conceive theatre as Thai art for contemporary Thai people in the multi-cultural society, blend local culture and oriental aesthetics with western ones, and use this m?lange to prepare Thai theatre to be full-fertilized for Thai people, who are now the mixture of digital era and primitive root, for their three aspects of consuming theatre. Different consumption patterns and subsistent strategies of hominids and modern humans took placed in different places across the globe at different time periods since 2.5 million years ago in the Lower Paleolithic throughout the Mesolithic, Neolithic, and until the Metal Age. Hunting-gathering-fishing subsistence was the earliest economic strategy and is the longest-lasting subsistent pattern in human history. Early humans foraged for a wide variety of food from various food sources ranging from big games to small games, from terrestrial to marine animals, from leaves, berries to root crops. They practiced self-sufficient economy, and their subsistent strategies were primarily intended for household consumption and sometimes for bartering. Around the terminal Pleistocene to the early Holocene (11,000 years ago) saw some changes in consumption and subsistence patterns. People began to cultivate some wild plants (e.g., rye, wheat, barley, rice, millet, maize) and domesticated some kinds of animals (e.g., goats, sheep, pigs, and cattle). These food-producing societies were later developed into farming villages, with permanent residence or settlement. Technological development (e.g., metal production) in later times was targeted for intensive agriculture. Surplus from agriculture were collected and used in exchange for luxury items for elites or the ruling class. Later settlements increased in size and some were developed into cities. Also saw in accordance with larger settlements are the higher density of population and the construction of public buildings, signaling the advent of state-level societies. Burmese migrants in Ranong, one of the most active seaports in southern Thailand, are no strangers to the local Thais. The former has come either to find jobs or to trade with the latter for decades. Owing to poverty and high unemployment in Burma, however, the Burmese in a very large number, both male and female, adults and children, have entered the port in recent years. With the help of the new telecommunication technology – cellular phones, the new migrants are adapting themselves quickly into their new economic environment. The use of cellular phones not only enhances their social networks that enable them to contact families and friends on both sides of the border, but also assists them to find jobs or new employers who pay them higher wages and to exchange other kinds of information. For some who have become self-employed, such as small grocery shopkeepers or those who run small eating houses, cellular phones are used for business-related reasons, as well as personal purposes. This paper attempts to understand motorcycle fetishism among teenagers in a provincial town of eastern Thailand. Using Appadural’s concept of “the social life of things” as its point of departure, the paper suggests that motorcycle as a commodity was endowed with values, meanings, and utilities far more than its transportation function. Social meanings of motorcycle changed in relation to the changing ages and phases in teenager’s life. From a vehicle for everyday errands and helping out parents, or for traveling to school away in the district town, motorcycle resumed its new meaning as teenagers reached the age of owning a motorcycle. The relationship between teenager and motorcycle changed from a human to object relationship to an ownership between two beings in which care commitment, and deep emotional ties connected the teenager to his or her “vehicle”. Motorcycle in the teenager’s world is more than just a commodity, but an object of fetishism. This obsessive affection could be viewed as the highest form of consumption, a consumption that transformed a motorcycle-object into something that needed to be taken care of not unlike a living thing. Late 2004 in Chiang mai, the society of hostelers, architects and Buddhist have surprising about “the temple-hostels” event – the hostelers who made their commodity by takeoff the lanna architecture forms in the temples, decorate its with some sacred object form. One of them copied Wat Lai Hin in Lampang province – the temple of my community. After that the hotel are criticized – positive and negative. Add, the social groups in my community are critical movement that contesting in thinking and practices to negotiate with the event. One year ago, the hostel connect the community – give some money for development of Wat Lai Hin However the hostel can dominate the villager and lock up them especially, who have negative critic. This paper propose that the movement of the social groups in the community who are effected about “the temple-hostel” case, and present the negotiable process of the villager who are conflict thinking. Although, all people are practice within the cultural mechanics and context- a belief system about the sacred place. Field Work Lai Hin Community Lampang province. Concept Contesting meaning and the process of negotiation Time January – December 2004 Result the processes of commoditification have an effective in traditional community both of conflicting thinking system and practice. Especially if they takeoff the symbol of the belief system of local people. In the process of negotiation, difference groups are construct the contesting meaning to their practices and who takeoff the symbol. This paper preliminarily explores consumption of imported goods in Pakse and Champassak District, Champassak Province Lao PDR. Statistic information has it that most of consumer goods are produced outside the country and therefore occasionally generates misconception about Lao consumers. They are often mistaken as passive consumers who are dominated by transnational trade through their everyday use of transnational goods. This paper reconsiders consumption process and its consequences by focusing on the interrelationship between Lao consumers and their everyday household objects, in particular the acquisition of different kinds of imported goods. The different channels include a number of import-export companies, middlemen and specifically the consumers themselves, who travel across borders to get different kinds of products. In this area, the price of goods is not merely an abstract value set up by economic mechanism but has been materialised through the consumers’ experiences of distance and difficulties in transportation; or at least the recognition of those distance and difficulties. In this case, traditional social networks have become a key factor that helps shorten distance and facilitates the acquisition of ‘modern’ goods. This case study exemplifies the local aspect of mass consumption, which is often taken for granted as unified and universal. It also reaffirms that modernity is but the same thing as the domination of western (American or European) culture. Thailand, along with many developing nations, suffers from an epidemic of Type II Diabetes, called, in Thai, rook bao waan and, in English, “adult onset diabetes”. Rook bao waan is a disease of modernization: it comes about as the result of a shift from a traditional, relatively wholesome corpus of foodstuffs to a diet rich in sugars and fats, often propagated by Western culture and images of success. Consumption of these Western foods with their increased quantities of sugar is partly the result of aggressive advertising campaigns pushing sugar and sweet foods as signs of success, well-being, and modernity. Additionally, Thai governments have been interested in increasing sugar production and domestic consumption to provide income to poor farmers dependent on upland crops. However, Thai culture is also concerned with the consumption of sweet foods as signs of living a “good”, more successful life. Close observation of interactions between adults and children shows that sweet foods enter a child’s diet early in life; constant gifts of small amounts of money – part of Thai culture’s emphasis on gift giving to show benevolence, power, and merit – usually lead to the child’s consumption of sweet “goodies”. These monetary gifts, dependent on an increasing flow of cash in households, have led to a large increase in the numbers of villages and urban neighborhood stores, thus providing opportunities to use these small gifts to buy “goodies”. This paper proposes that these gifts, integral to the construction of Thai culture, and the ensuing consumption of “goodies”, perceived as a practice of modern culture, are significant factors in the rising rate of this catastrophic disease. This study examines children’s snacks and sensory experience in childhood using data from fieldwork in a rural community in Nakornsridhammaraj Province. It argues that senses and sensory experiences among children existed and persisted in association with “childhood” as a socially constructed state of being. Modern Thai society created “childhood” through discourses in public media, educational system. and consumer goods, making children as autonomous and relatively free from traditional authority. Children world was constructed as a world of imagination, fun, adventure, and the sweetness of the age of innocence. At the same time, it transformed “childhood” into a space of indulgence suitable for the consumption of soft drink and sweet. Sweetness and taste in children’s sensory experience was therefore not a physio-natural process of taste buds. Rather. the sense perception of sweet was formed and maintained in the world of children cautiously created by the industrialist-capitalist regime. “Childhood” and “sensory experience” in children was a coupling social construction, which could not be separately understood. This paper explores the relationship between physician and pharmaceutical representative through theories and concepts of professionalism and social exchange. Field data were from interviews and observations of physicians and pharmaceutical representatives in various working contexts in Khonkaen Province. The study suggests that although medical doctors were often viewed as a professional endowed with rationality to the highest degree, the ways in which physicians were convinced by pharmaceutical representatives to accept and prescribe their pharmaceutical products were for from rational. In addition to regular marketing strategies and utilization of drug information, pharmaceutical representatives employed various “irrational” conduct such as creating “acquaintance” and the closeness of relation as a mean to persuade doctors to prescribe their products. This paper examines how acquaintance between physicians and drug representatives was constructed through dynamic processes of reciprocity, processes of which gift exchange was part and parcel. The manifestation of a new movement of art is often based on the concept of transgression of conventional trend, offering a totally different aspect which completely contrasts with its predecessors. The tendency to the extreme comes to disturb general principles, destabilize beliefs, even contradict law or morals. One of the extreme aspects of contemporary art is the opposition to art consumption, i.e. its work and objects, to its production and to the concept of artist as creator, and also to the idea of art consumption as achieved by the beholder Not only this extreme transgression tends to annihilate the identity of person qualified as “artist”, the presence of object promoted to the status of art work, but also it undermines the reception by the beholder who will not feel involved as there’s no more piece of work. Absence of creator or the creator denies himself, absence of art object which has a short and periodical life, or which results from the initial conception, and absence of beholder who will not know what and how to consume, these three extreme situations tend to provoke a void in the world of art, as well as to figure a “ response” to actual society where people consume so as to satisfy their senses of perception, their physical, material, intellectual and aesthetic needs. Finally art in its extreme characteristics sets itself as implicit critique to society of consumption, as the opposite pole neglected by society. Then its purpose seems dramatically tautological, ending in itself. Urban spaces are vital to the understanding of the mechanisms of contemporary society. As these spaces are prone to the accommodation of cultural forces from without, it is not surprising that the city becomes an area distinguished by the interactive instances between these cultural forces results in a highty dynamic state of urban spaces, whereby cultural changes are necessary and ingrained in their developments. In the context of Thai society. Bangkok, as an exemplar of the city in the postmodern, globalised era, can be construed as a unique area in which the influence of capitalism from the West represents a rather unhindered flux, affecting both the Thai economic structures and the lifestyle of city-dwellers, their pattern of consumption. This essay is aimed to analyse these changes that are happening to Thailand’s own urban spaces in contemporary Thai literature, especially those works by Prabda Yoon Paritas Hutangkul and Koynuch, that use urban spaces as their predominant setting and explore the interaction and lifestyle of city-dwellers. The attitudes and positions of the writers in relation to these urban conditions will also be a focus of this research. Research Nature Document research Theoretical Framework The researcher intends to study contemporary Thai literature in the light of the theories of postmodern society, consumer society, and urban spaces by, mainly but not exclusively, Georg Simmel, Walter Benjamin, and Jean Baudrillard. Research Period Three months (December 2005-February 2006) Hypothesis Contemporary Thai literature can be analysed as a testament to the shifts in cultural pattern, especially the emergence of consumer culture in urban spaces, as engendered by the onrush of capitalism. However, these literary work not only depict these shifts, but also pose themselves as critiques providing insights as to how to tive amidst these urban conditions. This research examines the roles of transnational media among Shan communities in Shan state, Burma, focusing on the consumption of Thai soap opera dubbed in Shan language. Unlike other neighboring countries of Thailand, i.e., Laos and Cambodia where Thai media is consumed directly from satellite signals, the Shan living in Burma access and consume Thai media only in a form of Thai soap opera dubbed in Shan and distributed in a form of VCDs. As they rely solely on this form of media for entertainment and information, Thai soap opera becomes virtually the main window on the outside world available to Shan audiences. The research consists of two parts. The first part examines how Shan audiences utilize elements from Thai trans-border media to crate new meaning and in the process, redefine their own ethnic identity. It illustrates the way in which the transnational media marks new sites of meaning, identity and interaction to modernity for Shan audiences The second part discusses the role of this transnational media as a catalyst for the emergence of migration at home. The paper argues that such consuming practice of transnational media has blurred the strictly sense of territorialized nation-state. Thus, “here” and “there” become interconnected space that transcends national boundaries. Based on ethnographic data collected in Shan state, Burma as well as among Shan immigrant communities in Thailand in 2005, this paper provides an overview of how such consuming practices reveal complex relations between nation-state, ethnicity, transnationality and popular construction of identity.

บรรณานุกรม :
ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล . (2550). สังเคราะห์ความรู้และจัดประชุม เรื่อง วัฒนธรรมบริโภค.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล . 2550. "สังเคราะห์ความรู้และจัดประชุม เรื่อง วัฒนธรรมบริโภค".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล . "สังเคราะห์ความรู้และจัดประชุม เรื่อง วัฒนธรรมบริโภค."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550. Print.
ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล . สังเคราะห์ความรู้และจัดประชุม เรื่อง วัฒนธรรมบริโภค. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2550.