ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการจับโลหะของไคตินและไคโตแซน

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการจับโลหะของไคตินและไคโตแซน
นักวิจัย : เถวียน บัวตุ่ม
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=58120
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการจับโลหะโครเมียมและตะกั่วของ พอลิเมอร์ไคตินและไคโตแซนจากเปลือกกุ้งกุลาดำ (Panaeus monodon) ประกอบด้วยพีเอช ขนาด อนุภาคของพอลิเมอร์ ความเข้มข้นของสารละลายโลหะ เวลา อัตราส่วนระหว่างพอลิเมอร์ต่อ สารละลายโลหะและระดับการกำจัดหมู่อะซิติลของไคโตแซน พบว่าเมื่อพีเอช ความเข้มข้นของสาร ละลายโลหะ และเวลาเพิ่มขึ้น ความสามารถในการจับโลหะของไคตินและไคโตแซนมีค่าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อขนาดอนุภาคของพอลิเมอร์ใหญ่ขึ้นและอัตราส่วนระหว่างพอลิเมอร์ต่อสาร ละลายเพิ่มขึ้น กลับส่งผลให้ความสามารถในการจับของพอลิเมอร์ทั้งสองมีแนวโน้มลดลง ความสามารถในการจับโลหะของไคตินและไคโตแซนเกิดขึ้นสูงสุดที่พีเอช 9.0 เมื่อความเข้มข้นของสารละลายโลหะและเวลาเพิ่มขึ้น ความสามารถในการจับโลหะมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น ในขณะที่ขนาดอนุภาคและอัตราส่วนของสารละบายโลหะต่อไคตินและไคโตแซนเพิ่มขึ้น ความสามารถในการจับโลหะทั้งสองของไคตินและไคโตแซนลดลง นอกจากนี้ไคโตแซนที่มีระดับหมู่ อะซิติลที่สูงกว่าคาดว่าจะมีความสามารถในการจับโลหะที่สูงกว่า แต่จากการศึกษาไม่พบความ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) จากการศึกษาความสามารถในการกำจัดโครเมี่ยมและตะกั่วของไคตินและไคโตแซน ในลักษณะคอลัมน์เดี่ยวและคอลัมน์คู่ พบว่าความสามารถในการกำจัดโครเมี่ยมและตะกั่วเป็นไป ในลักษณะเดียวกันคือความสามารถในการกำจัดลดลงเมื่ออัตราเร็วของการเคลื่อนที่ผ่านคอลัมน์ เพิ่มขึ้นจาก 800 เป็น 1000 และ 1200 มิลลิลิตร/ชั่วโมง ตามลำดับ เนื่องจากการเคลื่อนที่ ในอัตราเร็วสูงมีผลทำให้การสัมผัสระหว่างไอออนโลหะต่อพอลิเมอร์น้อยลง จึงทำให้สามารถลด ปริมาณของโลหะได้น้อยกว่าเมื่อใช้อัตราการเคลื่อนที่ต่ำ ความสามารถในการกำจัดโครเมี่ยม และตะกั่วของไคตินและไคโตแซนเกิดขึ้นสูงสุดที่อัตราเร็ว 800 มิลลิลิตร/ชั่วโมง มีค่า ประมาณร้อยละ 39 และ 45 เมื่อใช้ไคตินคอลัมน์เดี่ยว และประมาณร้อยละ 64 และ 77 เมื่อใช้ ไคโตแซนคอลัมน์เดี่ยวในลักษณะเดียวกัน ความสามารถในการกำจัดโครเมี่ยมและตะกั่วมีค่า ประมาณร้อยละ 55 และ 90 เมื่อใช้ไคตินคอลัมน์คู่ และประมาณร้อยละ 82 และ 92 เมื่อใช้ ไคโตแซนคอลัมน์คู่ตามลำดับ แม้ว่าความสามารถในการกำจัดโครเมี่ยมและตะกั่วในน้ำทิ้งจากโรงงานแปรรูปปลาทูน่า กระป๋องของไคตินและไคโตแซนมีลักษณะเดียวกับการใช้สารละลายโลหะที่เตรียมในห้องปฏิบัติการ แต่พบว่าความสามารถในการกำจัดมีค่าลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้เนื่องจากน้ำทิ้งจากโรงงานแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋องมีการปนเปื้อนของสารประกอบอื่น ๆ เช่น สารประกอบอินทรีย์ ของแข็งแขวนลอย และไอออนอื่น เช่น แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยม น้ำทิ้งที่ผ่านคอลัมน์เดี่ยวของไคตินและ ไคโตแซนมีค่าซีโอดี ของแข็งทั้งหมด และความขุ่นลดลงประมาณร้อยละ 31, 27 และ 77 สำหรับ ไคติน และลดลงประมาณร้อยละ 39, 30 และ 73 เมื่อใช้ไคโตแซน ตามลำดับ ในทำนองเดียวกันเมื่อ น้ำทิ้งผ่านไคตินคอลัมน์คู่ค่าซีโอดี ของแข็งทั้งหมด และความขุ่นลดลงประมาณร้อยละ 44, 37 และ 84 และลดลงประมาณร้อยละ 56, 46 และ 84 เมื่อผ่านไคโตแซนคอลัมน์คู่ ตามลำดับ

บรรณานุกรม :
เถวียน บัวตุ่ม . (2540). ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการจับโลหะของไคตินและไคโตแซน.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เถวียน บัวตุ่ม . 2540. "ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการจับโลหะของไคตินและไคโตแซน".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เถวียน บัวตุ่ม . "ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการจับโลหะของไคตินและไคโตแซน."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print.
เถวียน บัวตุ่ม . ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการจับโลหะของไคตินและไคโตแซน. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.