ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การวัดการตรึงไนโตรเจนของถั่วแดงหลวงโดยการวิเคราะห์ยูริไอด์ในตัวอย่างลำต้นแห้ง

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การวัดการตรึงไนโตรเจนของถั่วแดงหลวงโดยการวิเคราะห์ยูริไอด์ในตัวอย่างลำต้นแห้ง
นักวิจัย : จีราภรณ์ อินทสาร
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=5283
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาวิธีการวัดการตรึงไนโตรเจนของถั่วแดงหลวงโดยการวิเคราะห์ยูริไอด์ใน ตัวอย่างลำต้นแห้ง ดำเนินการโดยการทดลองปลูกถั่วแดงหลวงพันธุ์หมอกจ๋ามในกระถาง โดยการใช้ ทรายและใช้สารละลายสูตรของ Broughton and Dillworth ซึ่งมีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในรูป KNO(,3) และ (NH(,4))(,2) SO(,4) ในอัตราต่างกันตั้งแต่ 0-10 mMN ถั่วแดงหลวงที่ปลูก ได้รัยการคลุกเชื้อ Rhizobium leguminosarum biovar. phaseoli 3 สายพันธุ์คือ CIAT 899 UMR 1899 และ isolate KN 6 ผสมกันในอัตรา 1:1:1 และใส่ในอัตรา 3x10(6) cell/เมล็ด ผลการทดลองพบว่า การใส่ปุ๋ยในโตรเจนทั้ง 2 รูปมีผลทำให้ถั่วแดงหลวงมีน้ำหนัก แห้งของปมลดลงแต่มีน้ำหนักแห้งและการสะสมไนโตรเจนในต้นเพิ่มขึ้นตามอัตราการใส่ปุ๋ย กิจกรรมการตรึงไนโตรเจนของถั่วแดงหลวงในตำรับ control (0 mMN) ซึ่งประเมินจากดัชนี ยูริไอด์สัมพัทธ์หรือเปอร์เซนต์ ureide-N เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดที่ อยู่ในน้ำเลี้ยงหรือเนื้อเยื่อของลำต้นแห้ง มีค่าสูงสุดในระยะ V(,4)-R(,2) โดยมีค่าประมาณ 86-90% สำหรับในน้ำเลี้ยง และ 75-79% สำหรับในเนื้อเยื่อ ดัชนีดังกล่าวลดลงตามระยะของการ เจริญเติบโต แต่ยังคงมีค่าสูงประมาณ 76-79% สำหรับในน้ำเลี้ยง และ 71-78% สำหรับในเนื้อเยื่อ ตลอดระยะการเจริญเติบโตจนถึงระยะ R(,6) การเพิ่มอัตราการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทั้งในรูป NH(,4(`+) และ NO(,3)ทำให้ดัชนียูริไอด์สัมพัทธ์ของเนื้อเยื่อและน้ำเลี้ยงลดลงในทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยการใส่ปุ๋ย NH(,4)(+)-N ของลำต้นสูงกว่าการใส่ NO(,3)-N ในทุก อัตราและในทุกระยะของการเจริญเติบโต ปรากฎการณ์ดังกล่าวพบในตัวอย่างน้ำเลี้ยงของถั่วแดง หลวงในระยะ R(,2)-R(,6) ที่มีการใส่ปุ๋ยในอัตราสูง (6-10 mMN) ด้วย สำหรับเปอร์เซนต์ของ No(,3)-N ในน้ำเลี้ยงที่ได้รับการใส่ปุ๋ย NO(,3)-N เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามการเพิ่มขึ้น ของอัตราการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน โดยมีปริมาณสูงสุดตลอดฤดูปลูกอยู่ในช่วงประมาณ 58-81% ของปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดในน้ำเลี้ยง แต่ถั่วแดงหลวงที่ได้รับการใส่ NH(,4)(+)-N มีปริมาณ สูงสุดของ NO(,3)-N ในน้ำเลี้ยงเพียง 20-40% สำหรับ amino-N ปรากฎว่า ถั่วแดงหลวงซึ่ง ได้รับการใส่ปุ๋ย NH(,4)(+)-N มีเปอร์เซนต์ของ amino-N สูงกว่า ถั่วแดงหลวงที่ได้รับปุ๋ย NO(,3)-N ดัชนียูริไอด์สัมพัทธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำเลี้ยงมีสหสัมพันธ์อย่างมีนัย สำคัญกับดัชนียูริไอด์สัมพัทธ์ที่ได้จากากรวิเคราะห์ตัวอย่างลำต้นแห้งในทุกระยะของการ เจริญเติบโต เมื่อประเมินค่ายูริไอด์สัมพัทธ์ของตัวอย่างเนื้อเยื่อของลำต้นแห้ง โดย อาศัยสมการรีเกรสชั่นและใช้ค่าดัชนียูริไอด์สัมพัทธ์ที่ประเมินได้ในการคำนวนสัดส่วนของ ไนโตรเจนที่ได้จาการตรึง สามารถสร้างสมการมาตรฐานที่จะใช้คำนวณสัดส่วนของไนโตรเจน ที่ได้จากการตรึงจากดัชนียูริไอด์สัมพัทธ์ของตัวอย่างลำต้นแห้งภายใต้สมมติฐานที่ว่าต้นถั่ว ได้รับไนโตรเจนจากดินในรูปของ NO(,3)-N ในการทดลองมีการทดสอบความเหมาะสมของสมการมาตรฐานดังกล่าว โดยการปลูกถั่วแดงหลวง ในสภาพไร่นาโดยใช้พื้นที่สูงซึ่งมีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน 2 พื้นที่ ในแต่ละพื้นที่มีตำรับการ ทดลอง 5 อย่างคือ control ซึ่งไม่มีการใส่เชื้อไรโซเบียมและไม่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตรา 8 kgN/ไร่ และตำรับที่มีการใส่เชื้อไรโซเบียมแต่ละสายพันธุ์คือ CIAT 899 UMR 1899 และ isolate KN6 เพื่อศึกษาดัชนียูริไอด์สัมพัทธ์ ปริมาณและเปอร์เซนต์ ไนโตรเจนที่ได้จากการตรึงของถั่วแดงหลวงในแต่ละตำรับ ผลของการทดลองพบว่า ดัชนียูริไอด์ สัมพัทธ์ที่ได้จากการใช้การประเมินและที่ได้จากการวัดจริงจาก 2 พื้นที่ มีสหสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับปริมาณและเปอร์เซนต์ไนโตรเจนที่ได้จาการตรึงของถั่วแดง หลวงที่ปลูกในกระถางและในแปลงทดลองทั้ง 2 พื้นที่ ซึ่งประเมินได้จากวิธีการวิเคราะห์ น้ำเลี้ยงและเนื้อเยื่อของลำต้นแห้งก็มีสหสัมพันธ์ซี่งกันและกันอย่างมีนัยเช่นกัน โดยทั้ง 2 วิธีให้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกันทั้งในแง่ปริมาณและเปอร์เซนต์ไนโตรเจนที่ได้จากการตรึง เมื่อใช้วิธีการวิเคราะห์ยูริไอด์ในตัวอย่างลำต้นแห้งในการวัดการตรึงไนโตรเจนพบว่า การทดลองในกระถางซึ่งมีการใช้สารละลายที่ปราศจากไนโตรเจนในการปลูกถั่วและมีการ คลุกเชื้อไรโบเบียม ถั่วแดงหลวงสามารถตรึงไนโตรเจนได้ประมาณ 86% ของปริมาณไนโตรเจน ที่สะสมอยู่ในต้นถั่วตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงระยะ R(,6) ส่วนในแปลงทดลองซึ่งดินมีความอุดม สมบูรณ์สูงและมีน้ำชลประทานตำรับที่มีการตรึงไนโตรเจนได้ดีที่สุดคือตำรับที่มีการใส่เชื้อ ไรโซเบียมสายพันธุ์ UMR 1899 ซึ่งให้ปริมาณไนโตรเจนที่ได้จากการตรึงประมาณ 11 kgN/ไร่ หรือประมาณ 63% ของปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดที่สะสมในต้นตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงระยะ R(,6) สำหรับในแปลงทดลองที่มีที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่า และใช้น้ำฝนตำรับที่มีการใส่เชื้อ ไรโซเบียมสายพันธุ์ CIAT 899 และ UMR 1899 ไม่มีความแตกต่างกันในด้านปริมาณและ เปอร์เซนต์ไนโตรเจนที่ได้จากการตรึง โดยทั้ง 2 ให้ปริมาณไนโตรเจนที่ได้จากการตรึง ประมาณ 2.6 และ 2.3 kgN/ไร่ หรือประมาณ 46 และ 38% ของปริมาณไนโตรเจนที่สะสม ในต้นถั่วตั้งแต่ระยะปลูกจนถึงระยะ R(,4) ตามลำดับ สำหรับถั่วแดงหลวงที่ไม่มีการใส่เชื้อ ไรโซเบียมมีการตรึงไนโตรเจนประมาณ 2.4 kgN/ไร่ หรือประมาณ 41% ของปริมาณไนโตรเจน ที่สะสมไว้ทั้งหมด

บรรณานุกรม :
จีราภรณ์ อินทสาร . (2540). การวัดการตรึงไนโตรเจนของถั่วแดงหลวงโดยการวิเคราะห์ยูริไอด์ในตัวอย่างลำต้นแห้ง.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
จีราภรณ์ อินทสาร . 2540. "การวัดการตรึงไนโตรเจนของถั่วแดงหลวงโดยการวิเคราะห์ยูริไอด์ในตัวอย่างลำต้นแห้ง".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
จีราภรณ์ อินทสาร . "การวัดการตรึงไนโตรเจนของถั่วแดงหลวงโดยการวิเคราะห์ยูริไอด์ในตัวอย่างลำต้นแห้ง."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print.
จีราภรณ์ อินทสาร . การวัดการตรึงไนโตรเจนของถั่วแดงหลวงโดยการวิเคราะห์ยูริไอด์ในตัวอย่างลำต้นแห้ง. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.