ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
นักวิจัย : ชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
คำค้น : MONEY LAUNDERING , TRANSNATIONAL ORGANIZED CRIME , UNITED NATIONSCONVENTION , DIRTY MONEY , CRIME
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2544
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082544001426
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ อาชญากรรมได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนารูปแบบจากการกระทำภายในประเทศโดยคนร้ายเพียงลำพังไปสู่การดำเนินการในลักษณะข้ามชาติโดยองค์กรอาชญากรรม ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายให้ได้มาซึ่งกำไรหรือรายได้เช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจข้ามชาติโดยทั่วไป ซึ่งรายได้จากการประกอบอาชญากรรมหรือเงินสกปรกเหล่านี้หากถูกนำเข้าสู่ระบบการเงินของประเทศ จะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของประเทศในวงกว้าง ดังนั้น จึงต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่จะกำจัดเงินสกปรกหรืออย่างน้อยที่สุดป้องกันการนำเงินสกปรกมาใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือดำเนินกิจกรรมอื่นๆ แนวคิดดังกล่าวเป็นหลักการของกฎหมายฟอกเงินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทางกฎหมายในการปราบปรามอาชญากรรม โดยที่ประชาคมโลกตระหนักถึงภัยคุกคามจากองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงิน รวมถึงความยากลำบากในการบังคับใช้กฎหมายกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงร่วมกันคิดค้นมาตรการพิเศษในการป้องกันและปราบปราม โดยจัดทำอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ค.ศ.2000 ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าวและมีพันธะที่จะต้องปรับแก้กฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาจึงมีปัญหาว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายฟอกเงินโดยตรงของไทยเพียงพอที่จะรองรับตามพันธกรณีตามอนุสัญญาหรือไม่ อย่างไร ผลการศึกษาวิเคราะห์ในเรื่องดังกล่าว พบว่ามาตรการตามกฎหมายฟอกเงินของไทยส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับอนุสัญญาแต่มีเพียงบางส่วนที่แตกต่างกันหรือยังไม่ชัดเจนโดยเฉพาะในเรื่องกรอบการบังคับใช้ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 ที่จำกัดเฉพาะความผิดมูลฐาน 7 ประเภท ขณะที่อนุญญาบัญญัติให้รัฐภาคีต้องขยายกรอบการบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินให้ครอบคลุมถึงความผิดตามอนุสัญญา ดังนั้น จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ2542 ว่า "(8) ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ....." เพื่อให้กรอบการบังคับใช้กว้างขึ้นและสอดรับกับอนุสัญญาอนึ่ง มาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมย่อมส่งผลให้เงินสกปรกหายไปจากระบบการเงินของประเทศและการหมุนเวียนของกระแสเงินย่อมเป็นไปอย่างถูกต้องตามกลไกเศรษฐกิจและมีเสถียรภาพ

บรรณานุกรม :
ชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล . (2544). ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล . 2544. "ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล . "ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print.
ชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล . ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.