ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการยุววิจัยยางพารา ปี2548

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการยุววิจัยยางพารา ปี2548
นักวิจัย : ไพโรจน์ คีรีรัตน์
คำค้น : ยุววิจัยยางพารา
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4850073 , http://research.trf.or.th/node/3893
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงงานวิจัยเรื่อง “ผลการปลูกพืชแบบไฮโดรโพนิกส์ด้วยน้ำทิ้งจากโรงผลิต/รมยางแผ่น ” เป็นการทดลองนำน้ำทิ้งจากสหกรณ์โรงผลิต / รมยางแผ่นบ้านทางเกวียน ต. โคกม่วง อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง มาหมักเป็นปุ๋ยเหลว 2 ชนิด ชนิดที่ 1 เกิดจากการหมักน้ำทิ้ง กากน้ำตาล และพ.ด.2 ชนิดที่ 2 หมักน้ำทิ้งอย่างเดียว นำปุ๋ยเหลวทั้ง 2 ชนิดที่มีความเข้มข้นต่างๆ ปลูกพืช 5 ชนิด คือ ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว และฤาษีผสม ไปทดลองปลูกพืชแบบไฮโดรโพนิกส์ 2 วิธี คือ แบบ Deep water culture และ แบบ Bag culture เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของพืชกับสารละลายสำเร็จรูป ผลการทดลองพบว่า พืชเจริญเติบโตได้ในปุ๋ยเหลวชนิดที่ 1 ส่วนปุ๋ยเหลวชนิดที่ 2 พืชไม่เจริญเติบโต เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของพืชในปุ๋ยเหลวชนิดที่1 ที่ความเข้มข้นต่างๆ พบว่าความเข้มข้นของปุ๋ยเหลวที่เหมาะสมคือ 0.2-0.8 % เปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยเหลวชนิดที่ 1 ที่ความเข้มข้นเท่ากัน การปลูกแบบ Bag culture พืชเจริญเติบโตได้ดีกว่า แบบ Deep water culture เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของพืช 5 ชนิด ผักบุ้ง เจริญเติบโตได้ดีที่สุด รองลงมาคือ ฤาษีผสม ผักกาดขาว กวางตุ้ง และผักคะน้า ตามลำดับและเมื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของพืชในปุ๋ยเหลวชนิดที่1กับสารละลายสำเร็จรูป ผลปรากฏว่าพืชเจริญเติบได้น้อยกว่าในสารละลายสำเร็จรูป โครงงาน ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากยางก้นถ้วย การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการผลิตปุ๋ยน้ำหมักจากยางก้นถ้วยและศึกษาเปรียบเทียบการตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากยางก้นถ้วยต่อพืช โดยทำการหมักน้ำจากยางก้นถ้วย และกากน้ำตาลในสัดส่วน40:0 40:5 40:10 40:15 และ 40:20 กิโลกรัมตามลำดับ เป็นเวลา 1 เดือน และนำปุยที่หมักได้มาทดสอบการตอบสนองต่อปุ๋ยที่ผลิตกับพืชที่ทดสอบ(ผักบุ้ง) ผลการศึกษาพบว่าอัตราส่วน40:20มีการตอบสนองของพืชต่อปุ๋ยดีที่สุดคือมีค่าเฉลี่ยความสูงเท่ากับ31.95 เซนติเมตร และมีค่าเฉลี่ยของน้ำหนักเท่ากับ4.73 กรัม และเมื่อนำมาทดสอบเปรียบเทียบกับปุ๋ยคอกในอัตรา 4 กิโลกรัมต่อแปลง (1x4 เมตร) พบว่ามีค่าเฉลี่ยความสูง 25.3เซนติเมตร และมีค่าเฉลี่ยน้ำหนัก 3.03 กรัม ข้อเสนอแนะจากการศึกษา น้ำจากยางก้นถ้วยควรจัดระบบบำบัดในรูปของการนำเอาไปใช้ประโยชน์ในเชิงของปุ๋ยชีวภาพ น้ำเสียจากการผลิตยางรูปแบบอื่นๆควรศึกษาความเป็นไปได้ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบชนิดเดียวกัน และควรนำปุ๋ยจากการผลิตในรูปแบบนี้ไปใช้กับยางพาราซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนในการผลิตลง ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา ทำให้ทราบถึงความเป็นไปได้ของการนำน้ำจากกระบวนการผลิตยางก้นถ้วย และยางรูปแบบอื่นๆไปใช้ประโยชน์ ทำให้ทราบอัตราส่วนที่เหมาะสมในการหมักปุ๋ย และอัตราส่วนที่ใช้กับพืช และเป็นต้นแบบของการผลิตปุ๋ยน้ำยางยางรูปแบอื่น โครงงาน เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของกล้ายางเมื่อใช้ฮอร์โมนต่างชนิดกัน มีวัตถุประสงค์ในการทำเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของกล้ายางเมื่อใช้ฮอร์โมนชนิดต่างๆในการเร่งราก โดยใช้ฮอร์โมน 3 ชนิดที่ใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบ และใช้น้ำในการเปรียบเทียบด้วย โดยฮอร์โมนที่ใช้ มี 3 ชนิดคือ เซราดิกซ์ เอ็กโซติก แพลนโนฟิกซ์ และสุดท้ายคือ น้ำ โดยการนำต้นตอของยางพาราที่ตัดแต่งรากแล้วไปแช่ในสารทั้ง 4 ชนิด เป็นเวลา 1-3 นาที เท่ากัน จากนั้นก็เสียบต้นตอลงในถุงเพาะชำที่เตรียมไว้แล้วนำไปไว้แปลงที่เตรียมไว้ โดยชำแปลงละ 50 ต้น เป็นเวลา 45 วัน แล้วเก็บผลการทดลอง ผลปรากฏว่า ต้นยางที่เกิดมากที่สุดคือเซราดิกซ์ และแพลนโนฟิกซ์ โดยคิดเป็นร้อยละ 66 (เกิด 33 ต้น) รองลงมาคือ คิดเป็นร้อยละ 56 (เกิด 28 ต้น) ของจำนวนต้นกล้าที่เกิดและต่ำที่สุดคือ น้ำคิดเป็นร้อยละ 36 (เกิด 18 ต้น) จำนวนความสูงของต้นกล้ายางโดยเฉลี่ยมากที่สุด คือ เอ็กโซติกโดยมีความสูงเฉลี่ย 20.92 เซนติเมตร รองลงมาคือ เซราดิกซ์ ความสูงโดยเฉลี่ย 20.06 เซนติเมตร น้ำความสูงโดยเฉลี่ย 19.60 เซนติเมตร และน้อยที่สุดคือ แพลนโนฟิกซ์ 18.09 เซนติเมตร ขนาดของลำต้นโดยเฉลี่ยมากที่สุด คือ น้ำ 1.65 เซนติเมตร รองลงมาคือ แพลนโนฟิกซ์ 1.12 เซนติเมตร เซราดิกซ์ 1.06 เซนติเมตร และน้อยที่สุด คือ เอ็กโซติก 1.00 เซนติเมตร ความยาวรากโดยเฉลี่ยมากที่สุด คือ เอ็กโซติก 17.17 เซนติเมตร รองลงมาคือ เซราดิกซ์ 16.81 เซนติเมตร แพลนโนฟิกซ์ 15.20 เซนติเมตร และน้อยที่สุดคือน้ำ 8.54 เซนติเมตร จากการทดลองพบว่าเอ็กโซติกมีความสูงและความยาวรากโดยเฉลี่ยมากที่สุด แต่มีขนาดของลำต้นที่เล็ก และจำนวนการเกิดของกล้ายางอยู่ในระดับค่อนข้างดี ส่วนแพลนโนฟิกซ์และเซราดิกซ์ มีจำนวนต้นกล้าที่เกิดมากที่สุด ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดี และต่ำที่สุดคือน้ำ ( ไม่ใช้ฮอร์โมน ) แต่มีขนาดของลำต้นที่ใหญ่อาจเป็นเพราะมีจำนวนต้นกล้าที่เกิดน้อยจึงทำให้ค่าเฉลี่ยที่ได้สูง สรุปโดยรวมฮอร์โมนที่น่าจะนำมาใช้ในการเพาะชำกล้ายางมากที่สุดคือ เซราดิกซ์ เพราะให้อัตราการเกิดสูง และมีความสูงโดยเฉลี่ย ขนาดของลำต้น ความยาวรากโดยเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ ดี รองลงมาคือ แพลนโนฟิกซ์เพราะมีอัตราการเกิดสูง ความสูงโดยเฉลี่ย ขนาดของลำต้น ความยาวรากโดยเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ลำดับถัดมาน่าจะเป็นเอ็กโซติกและน้ำเป็นลำดับสุดท้าย โครงงานเรื่อง การใช้สารสกัดจากสมุนไพรในการรักษาเนื้อไม้ยางพารา มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการใช้สมุนไพรในการรักษาเนื้อไม้ยางพาราแทนการใช้สารเคมี โดยได้แบ่งการทดลองออกเป็น 3 การทดลอง คือ ศึกษาเชื้อราที่พบในไม้ยางพารา ทดสอบสารสกัดจากสมุนไพรที่มีผลต่อการยับยั้งเชื้อราที่พบในไม้ยางพารา และศึกษาระยะเวลาในการแช่สารสกัดจากสมุนไพรที่เหมาะสมกับไม้ยางพารา จากการทดลองพบว่า เชื้อราที่พบจาก ไม้ยางพาราในการทดลองเป็นเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus ที่สามารถเจริญเติบโตได้ในจานเลี้ยงเชื้อในอาหารสูตร PDA ณ อุณหภูมิห้องที่ 25 องศาเซลเซียส เจริญเติบโตเต็มจานเลี้ยงเชื้อในระยะเวลา 3 วัน อยู่ในอาณาจักร Fungi ดิวิชัน Ascomicota มีลักษณะเป็นทรงกลมรีสีดำ และเมื่อนำตัวอย่างสมุนไพรที่ 7 ชนิด คือ ใบสะเดา ใบหูกวาง ใบชุมเห็ดเทศ ใบมะม่วงหิมพานต์ ลูกกล้วยอ่อน ว่านหางจรเข้ และต้นตะไคร้ ไปสกัดด้วยตัวทำละลายคือ แอลกอฮอล์ ์สามารถยับยั้งการเกิดเชื้อราได้ถึง 6 ชนิด ยกเว้นตะไคร้ และความเข้มข้นที่น้อยที่สุดของสารสกัดในการยับยั้งเชื้อราไม่เท่ากันคือ อัตราส่วนระหว่างปริมาณสมุนไพรแต่ละชนิด (กรัม) ต่อปริมาณแอลกอฮอล์ (ลูกบาศก์เซนติเมตร) ผลปรากฏว่าใบสะเดา ใบหูกวาง ใบชุมเห็ดเทศ และลูกกล้วยอ่อน 1 กรัม ต่อ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ใบมะม่วงหิมพานต์ ้2 กรัม ต่อ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ส่วนว่านหางจระเข้ 5 กรัม ต่อ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร และเมื่อศึกษาระยะเวลาในการแช่สารสกัดจากสมุนไพรที่เหมาะสม ปรากฎว่า จะต้องใช้ระยะเวลาในการแช่สารสกัดอย่างน้อย 15 วันและเมื่อนำไม้ยางพาราที่ผ่านการแช่สารสกัดจากสมุนไพรดังกล่าวมาอบแห้งที่อุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 3 ชั่วโมงและตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกติเป็นเวลา 30 วัน พบว่าไม้ยางพาราที่ผ่านการแช่สารสกัดดังกล่าวไม่มีเชื้อราเกิดขึ้น โครงงานเรื่องชนิดของดินที่เหมาะสมในการปักชำต้นกล้ายางพารา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสูตรดินที่เหมาะสมในการปักชำต้นกล้ายางพารา โดยทำการศึกษาดังนี้ 1. ศึกษาคุณสมบัติของดินที่เกษตรกรใช้ในการปักชำต้นกล้ายางพารา โดยการนำดินที่ เกษตรกรจำนวน 5 ราย ที่ใช้ในการปักชำต้นกกล้ายางพารา ไปวิเคราะห์หาคุณสมบัติของเนื้อดิน อนุภาคตะกอนที่เป็นองค์ประกอบของดินแต่ละชนิด ปริมาณธาตุหลัก คือ ไนโตรเจน โปตัสเซียมและฟอสฟอรัส และทดสอบหาค่าความเป็นกรดเบส พบว่าชนิดของดินที่เกษตรกรใช้ในการปักชำต้นกล้ายางพาราเป็นดินเหนียวซึ่งมีคุณสมบัติเนื้อละเอียด และแต่ละชนิดจะมีอนุภาคตะกอนของดินต่างกันคือมีปริมาณอนุภาคดินเหนียว( Clay) อนุภาคทรายแป้ง( Silt) และอนุภาคทราย (Sand) ดินทำให้เนื้อดินต่างกันคือดินควนใหม่ 1 และ 2 เป็นดินเหนียวร่วน( Clay loam ) ทุ่งยาว 1 เป็นดินเหนียว ( Clay) ศาลาไม้ไผ่และสี่แยกนาโหนดเป็นดินเหนียวปนทราย (Sandy Clay ) ความเป็นกรดเบสของดินมีค่าระหว่าง 5.06-6.02 ปริมาณไนโตรเจน 0.04 -0.09 % ปริมาณฟอสฟอรัส 5.75-35.96% ปริมาณโปตัสเซียม 0.03-0.11% 2. ศึกษาการเจริญเติบโตของต้นกล้ายางพาราของเกษตรกร โดยศึกษาสภาพของโรงเรือน อุณหภูมิ ความเข้มของแสง และความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ ศึกษาการเจริญเติบโตของต้นกล้ายางพาราเป็นเวลา 6 สัปดาห์ จำนวน 30 ต้นทุกแปลง พบว่าสภาพแวดล้อมทางกายภาพของโรงเรือนหรือปะรำที่ใช้เป็นสถานที่ในการเพาะต้นกล้าเป็นโรงเรือนที่มีวัสดุในการกั้นแสงเพื่อให้ปริมาณแสงน้อย ปริมาณแสงแสงเฉลี่ยที่พืชได้รับคือ 004 ลักซ์ อุณหภูมิ 30.3 –31.5 ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ 50-60% ผลการสำรวจการเจริญเติบโตของกิ่งชำยางพาราที่เจริญเติบโตดีที่สุด แผ่นตาใช้ระยะเวลาในการเจริญ 4-6 วัน เริ่มแตกแขนงของกิ่ง11-15 วัน เมื่อวัดความสูงของกิ่งพบว่าแปลงดินควนใหม่ 2 เจริญดีที่สุด รองลงมาเป็นทุ่งยาว 1 สี่แยกนาโหนด ควนใหม่ 1 และศาลาไม้ไผ่ ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มความสูงของลำต้นพบว่าช่วงสัปดาห์ที่ 4 ความสูงเพิ่มมากที่สุด 3. ผู้วิจัยทำการทดลองเพื่อศึกษาสูตรดินที่เหมาะสมในการปักชำต้นกล้ายางพารา นำดิน ของเกษตรกรทุกแปลงมาทำการทดลองปักชำต้นกล้ายางพาราแปลงละ 30ถุง และเพิ่มชนิดของดินที่ต้นกล้ายางพาราของเกษตรเจริญเติบโตดีที่สุด คือดินควนใหม่ 2 มาผสมกับขี้เถ้าแกลบในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 โดยปริมาตร พบว่าดินผสมต้นกล้ายางพาราเจริญเติบโตดีที่สุด รองลงมาเป็น ควนใหม่ 2 ทุ่งยาว1 สี่แยกนาโหนด ศาลาไม้ไผ่และควนใหม่ 1 ตามลำดับ 4. เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของต้นกล้ายางพาราของเกษตรกรกับผู้วิจัยเมื่อ ปักชำในสูตรดินที่เหมาะสม โดยการให้เกษตรกรบ้านควนใหม่ทำการทดลองปักชำต้นกล้ายางพาราในดินควนใหม่2 และดินควนใหม่2ที่ผสมขี้เถ้าแกลบในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 โดยปริมาตรพบว่าได้ผลการทดลองเหมือนกัน สรุปดินที่เหมาะสมในการปักชำต้นกล้ายางพาราคือดินควนใหม่ 2 ซึ่งมีคุณสมบัติเนื้อดินเป็นดินเหนียวร่วน มีปริมาณไนโตรเจน 0.09% ฟอสฟอรัส 10.64% และและโปตัสเซียม 0.11% มาผสมขี้เถ้าแกลบในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 โครงงาน วิธีการกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมในสวนยางพารา โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ซึ่งได้ทำการทดลองทั้งหมด 4 ตอน ได้ผลการทดลองดังนี้ ผลการทดลองตอนที่ 1 ศึกษาปัจจัยทางกายภาพในแปลงปลูกอายุ4-2ปีในแปลงปลูกก่อนและ หลังการทดลองใช้เครี่องตัดหญ้าและสารเคมี พบว่า อุณหภูมิก่อนการทดลองและหลังการทดลองต่างกัน 2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ ก่อนการทดลองและหลังการทดลองต่างกัน 10 % ความชื้นของดิน ก่อนการทดลองและหลังการทดลองต่างกัน 1 % และ ความเข้มข้นของแสง ก่อนและหลังการทดลองเท่ากัน คือ 40 % ศึกษาปัจจัยทางกายภาพในแปลงปลูกอายุ 8-12ปีในแปลงปลูกก่อนและหลังการทดลองใช้เครี่องตัดหญ้าและสารเคมี พบว่า อุณหภูมิก่อนการทดลองและหลังการทดลองต่างกัน 2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ ก่อนการทดลองและหลังการทดลองต่างกัน 6 % ความชื้นของดิน ก่อนการทดลองและหลังการทดลองต่างกัน 1 % และ ความเข้มข้นของแสง ก่อนและหลังการทดลองเท่ากัน คือ 40 % ธาตุอาหารในดินในแปลงปลูก 8-12 ปีมีค่าธาตุอาหารมากกว่าในแปลงปลูก 2-4 ปี ชนิดของดิน ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย ในแปลงปลูกอายุ 2-4 ปี เปอร์เซ็นต์ของดินร่วนและดินทรายสูงกว่าในแปลงปลูก 8-12 ปี ปัจจัยทางชีวภาพศึกษาปัจจัยทางกายภาพในแปลงปลูกอายุ4-2ปีในแปลงปลูกก่อนและ หลังการทดลองใช้เครี่องตัดหญ้าและสารเคมี พบกลุ่มสิ่งมีชีวิตหลังการปราบวัชพืชมีจำนวนน้อยกว่า ผลการทดลองตอนที่ 2 ศึกษาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนผิวดินก่อนและหลังการทดลองการปราบวัชพืชด้วยเครื่องตัดหญ้าและสารเคมี ในแปลงปลูกยางพารา 2-4 ปีและ 8-12 ปี พบว่ากลุ่มสิ่งมีชีวิตหลังการปราบวัชพืชด้วยสารเคมี จำพวกแมลง ตัวอ่อนของแมลง ไส้เดือนดินน้อยกว่า ก่อนการทดลองสวนการทดลองหลังการปราบวัชพืชด้วยเครื่องตัดหญ้าพบกลุ่มสิ่งมีชีววิตน้อยกว่าก่อนการทดลอง ผลการทดลองตอนที่ 3 ศึกษาผลการเจริญเติบโตของยางพาราในแปลงปลูก 2-4 ปีก่อนและหลังใช้เครื่องตัดหญ้ากับการใช้สารเคมีพบว่า การปราบด้วยใช้สารเคมีดีกว่าการปราบด้วยใช้เครื่องตัดหญ้า คือ ต้นยางพารามีเส้นรอบวงเฉลี่ยมากกว่า 5.76 cm และความสูงเฉลี่ย 80.16 cm ศึกษาปริมาณความเข้มข้นของน้ำยาง น้ำหนัก และปริมาตรของน้ำยางพารา ในแปลงปลูก 8-12 ปีที่ใช้เครื่องตัดหญ้ากับที่ใช้สารเคมีก่อนและหลังพบว่า เปอร์เซ็นต์ของน้ำยาง น้ำหนัก ปริมาตรลดลง เมื่อปราบด้วยสารเคมี ผลการทดลองตอนที่ 4 ศึกษางบประมาณที่ใช้กำจัดวัชพืชในพื้นที่ 1 ไร่ ในสวนยางพาราพบว่าการปราบวัชพืชด้วยเครื่องตัดหญ้าเฉลี่ยแพงกว่าการปราบด้วยสารเคมี 26 บาท

บรรณานุกรม :
ไพโรจน์ คีรีรัตน์ . (2549). โครงการยุววิจัยยางพารา ปี2548.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ไพโรจน์ คีรีรัตน์ . 2549. "โครงการยุววิจัยยางพารา ปี2548".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ไพโรจน์ คีรีรัตน์ . "โครงการยุววิจัยยางพารา ปี2548."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
ไพโรจน์ คีรีรัตน์ . โครงการยุววิจัยยางพารา ปี2548. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.