ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การสำรวจปริมาณฝุ่นในอากาศภายในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การสำรวจปริมาณฝุ่นในอากาศภายในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน
นักวิจัย : ขจรศักดิ์ โสภาจารีย์
คำค้น : ฝุ่น , ลำพูน , เชียงใหม่
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4830010 , http://research.trf.or.th/node/3668
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งายวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสำรวจปริมาณฝุ่นในบรรยากาศของพื่นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2548 ถึงมิถุนายน 2549 ฝุ่นในโครงการนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ PM10 ฃึ่งทำการเก็บตัวอย่างพร้อมกันทั้ง 4 สถานีเก็บตัวอย่างด้วยความถี่ 3 วันครั้ง ครั้งละ 24 ชั่วโมง กลุ่มที่สองคืออนุภาคฝุ่น 5 ขนาดในบรรยากาศ อนุภาคฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า PM10 (PM>10) จะแยกไปเก็บไว้ใน PUF ชั้นบนสุดก่อนและชั้นถัด ๆ มาจะมีอนุภาคระหว่างขนาด 2.5-10 ไมครอน (PM 2.5-10) 1.0-2.5 ไมครอน (PM 1.0-2.5) 0.5-1.0 ไมครอน (PM0.5-10.) และ 0.1-0.5 ไมครอน (PM 0.1-.5) แยกอยู่ตามลำดับ ในการเก็บตัวอย่างอนุภาคฝุ่น 5 ขนาดนี้จะทำด้วยความถี่ 3 วันครั้ง ครั้งละ 1 สถานี้เก็บตัวอย่าง ตัวอย่างละ 12-24 ชั่วโมง หมุนเวียนกัยไปเรื่อยๆจนครบ 4 สถานี้แล้วเว้นระยะเวลาไป 5 วันก่อนจะเริ่มเวียนกลับมาเก็บที่สถานีเดิมอีกในวันที่ 6 ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลการกระจายของฝุ่นๆทุก 15 วัน ผลจากการศึกษาพบว่า ฤดูแล้งมีระดับ PM10 รายวันสูงกว่าฤดูอื่นๆ สถานีเก็บอากาศทั้ง 4 จุดในโครงการมีระดับ PM10 รายวันเกินค่ามาตราฐานคุณภาพอากาศ (120 MG/M3) ในฤดูแล้งโดยเฉพาะที่อำเภอสารภีและโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยนั้นมีจำนวนวันที่ความเข้มข้น PM10 เกินค่ามาตรฐานคิดเป็นร้อยละ 5.6 และ 4.0 ของจำนวนวันที่ทำการเก็บตัวอย่างทั้งหมด ถือเป็นบริเวณที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศที่รุนแรงกว่าสถานี้เก็บอากาศรุนแรงกว่าสถานีเก็บอากาศโรงพยาบาลเทศบาลเชียงใหม่และชุมชนไก่แก้วจังหวัด ลำพูน เฉลี่ย 24 ชม.ของความเข้มข้น PM10 ตลอดระยะเวลาการตรวจวัดของแต่ละสถานีตรวจจับ สามารถเรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้คือ ที่ว่าการอำเภอสารภี >โรงเรียนยุพราขวิทยาลัย>ชุมชนไก่แก้ว>ร.พ.เทศบาลนครเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่าความเข้มข้นฝุ่นขนาดต่างๆต่อปริมาณฝุ่น รวมนั้นมีสัดส่วนที่คล้ายคลึงกันทุกฤดูกาลและทุกสถานีตรวจวัดดังนี้ PM > 10 : 24-42% PM>2.5-10 : 21-34% PM1.0-2.5 : 13-20% PM0.5-1.0 : 9-18% และ PM0.1-0.5 : 7-13% ตามลำดับ ที่ที่ว่าการอำเภอสารภีและชุมชนไก่แก้วจังหวัดลำพูนพบมีความเข้มข้น PM2.5 สูงกว่าค่ามาตราฐาน ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงของปัญหาคุณภาพอากาศในฤดูแล้งมีความสำคัญต่อการตรวจวัดปริมาณ PM 2.5 ในชั้นบรรยากาศทั้งความจำเป็ยตั้งสถานีตรวจจับ คุณภาพอากาศ แสดงให้เห็นว่าโดยส่วนใหญ่ มีแหล่งกำเนิดมาจาดดารเผาไหม้พืช วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ขยะ การจราจร และฝุ่นทุติยภูมิ ดังนั้นการลดละเลิก กิจกรรมดังกล่าว ในที่โล่งทุกฤดูกาลและการป้องกันไฟผ่าถือเป็นหัวใจหลักในการลดค่าความเข้มข้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรการลดจำนวนยานพาหนะบนถนนตลิดจนปรับปรุงคุณภาพไอเสียยานพาหนะควบคู่กัยไปด้วย Main objective of this study was to investigate the quantity of particulate matters in Chiang Mai and Lamphun from June 2005 to June 2006. The particulate matters in this project were categorized into 2 groups. The first one is daily PM10 which was collected every 3 days from 4 sampling stations using high volume air sampler. The second one is the group of 5 size – PMs, particle with diameter of greater than 10 micron (PM >10), particle with diameter in the range of 2.5-10 micron (PM 2.5-10), PM1.0-2.5, PM0.5-1.0 and PM 0.1-0.5, which were collected every 15 days from each sampling station by cascade impactor. The result of this study revealed that PM10 concentrations in wet season are higher than those in other seasons. According to the percentages of numbers of data that daily PM10 concentrations exceeded the 24-hour national standard, the pollution situations in Saraphee government building (5.6%) and Yuparaj school (4%) sampling stations were found to be severer than those in municipal hospital (0.8%) and Kaikeaw community (0.8%) sampling stations. The sampling stations can be sorted in descending order of higher average PM10 concentrations as following, Saraphee > Yuparaj > municipal hospital > Kaikeaw. The percentages of 5 sizes – PMs at 4 sampling stations were almostly found in the same level all year round : PM >10 : 24-42%, PM 2.5-10 : 21-34%, PM 1.0-2.5 : 13-20%, PM 0.5-1.0 : 9-18%, and PM 0.1-0.5 : 7-13%. In terms of daily PM2.5 pollution, situation in Saraphee (52% data exceeded the 24-hour USEPA standard) and Kaikeaw (44% data exceeded the 24-hour USEPA standard) appeared to be more serious than the other 2 stations. These results indicated the urgency for Chiang Mai and Lamphun provinces to have “ more effective strategy to control the PM10 pollution during dry season, especially that at Saraphee and Yuparaj as well as the PM2.5 pollution at Saraphee and Kaikeaw. The installation of PM monitoring station at Saraphee and Lamphun was also suggestive. The result of source apportionment using Absolute Principal Component Analysis (APCA) showed that vegetative burning (including forest fire and agricultural wastes burning), solid waste burning, traffic and secondary particles were the main sources of PM10 in Chiang Mai and Lamphun provinces. The prevention of vegetative burning activities such as forest fire was recommended as the key solution for PM10 pollution control. However, in order to reduce the toxicity of particulate matters due to the presence of PAHs, the above solution has to be done along together with the development of exhaust gas quality and the reduction of vehicle numbers. PM10, PM2.5, Chiang Mai, vegetative burning, Absolute Principal Component Analysis : APCA

บรรณานุกรม :
ขจรศักดิ์ โสภาจารีย์ . (2551). การสำรวจปริมาณฝุ่นในอากาศภายในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ขจรศักดิ์ โสภาจารีย์ . 2551. "การสำรวจปริมาณฝุ่นในอากาศภายในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ขจรศักดิ์ โสภาจารีย์ . "การสำรวจปริมาณฝุ่นในอากาศภายในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
ขจรศักดิ์ โสภาจารีย์ . การสำรวจปริมาณฝุ่นในอากาศภายในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.