ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการมูลค่าเพิ่มในประเทศของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการมูลค่าเพิ่มในประเทศของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย
นักวิจัย : มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
คำค้น : Retained value , Value added , มูลค่าเพิ่ม , มูลค่าเพิ่มในประเทศ Tourism Industry , อุตสาหกรรมท่องเที่ยว
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG46O0004 , http://research.trf.or.th/node/3564
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ( สกว. ) ภายใต้งานวิจัยสาขาวาระแห่งชาติ รายงานฉบับนี้ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ โดยในส่วนแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้าง รูปแบบการแข่งขัน ผลการดำเนินงาน และบทบาทของอุตสาหกรรมซึ่งวัดจากมูลค่าเพิ่มที่เก้บไว้ในประเทศของอุตสาหกรรมโรงแรมในประเทศไทย ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก และกรณีศึกษาอุตสาหกรรมโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ และส่วนที่ 2 เป็นการวัดประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมโดยวิธีเชิงปริมาณ การศึกษานี้อาศัยแหล่งข้อมูลจากงบการเงินปี พ.ศ. 2545 ของโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 142 ราย ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้ประกอบการโรงแรมในประเทศไทย 127 ราย ฐานข้อมูลการสำรวจกิจการโรงแรมและเกสต์เฮาส์ ปี พ.ศ. 2545 จำนวน 1,854 แห่ง ของสำนักสถิติแห่งชาติ และฐานข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การศึกษาในส่วนแรก พบว่า ในปี พ.ศ. 2545 อุตสาหกรรมโรงแรมของทั้งโลกมีจำนวนห้องทั้งหมด 13,887,000 ตลาดมีขนาดไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 8 ล้านล้านบาท และเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดี แต่มีความผันผวนตามเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โรงแรมที่มีรายได้สูงส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่มีเครือข่ายนานาชาติและเครือข่ายส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป แนวโน้มในอนาคตคาดว่าเครือข่ายนานาชาติจะมีการควบรวมกิจการเพื่อขยายขนาดของเครือข่ายกันมากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น และมีช่องทางการตลาดที่กว้างขึ้นในขณะเดียวกันเครือข่ายโรงแรมในเอเซีย โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมสัญชาติสิงค์โปร์ และฮ่องกง มีแนวโน้มที่จะขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ( รวมทั้งประเทศไทย ) มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง และการแข่งขันในอุตสาหกรรมโรงแรมที่จะทวีความรุนแรงขึ้นจะทำให้โรงแรมขนาดกลางและขนาดเเล็กต้องอาศัยการขายความแตกต่าง ซึ่งจะทำให้เกิดโรงแรมหรูขนาดเล็กถึงกลาง ที่เรียกกันว่า Boutique มากขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมโรงแรมในประเทศไทยนั้น ได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องจนเป็นอุตสาหกรรมแนวหน้าของประเทศ และโรงแรมของไทยหลายแห่งได้ก้าวหน้าขึ้นมาเป็นโรงแรมระดับแนวหน้าของโลก ในปี พ.ศ. 2545 อุตสาหกรรมนี้มีโรงแรมและที่พักกว่า 3,700 แห่ง มีจำนวนห้องพักรวมกันไม่น้อยกว่า 230,000 ห้อง มีการจ้างงานโดยตรงกว่า 154,000 คน และจากการศึกษาในปี พ.ศ. 2545 พบว่าอุตสาหกรรมโรงแรมของไทยสามารถสร้างรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 170,000 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 89,000 ล้านบาท โดยแรงงานหนึ่งคนสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 579,457 บาท และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห้องได้ 373,575 บาท เสียภาษีทางอ้อมทั้งสิ้น 10,113 บาท ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าเพิ่มเป็นค่าจ้าง ( 44,599 ล้านบาท ) คิดเป็นมูลค่าเพิ่มที่เก็บไว้ในประเทศร้อยละ 97 ของมูลค่าเพิ่มทั้งหมด เป็นมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับชาวต่างชาติจำนวน 2,356 ล้านบาท โดยพบว่ามีการนำเข้าอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 1,500 ล้านบาท และมีการจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับการจ้างบริษัทรับจ้างบริหารจัดการโรงแรมจากต่างประเทศ และการใช้ชื่อการค้าของเครือข่ายสากลประมาณ 900 ล้านบาท ส่วนอุตสาหกรรมโรงแรมและรีสอร์ตในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมียอดขายประมาณ 10,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 7,800 คน เป็นอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยโรงแรมที่มีราคาประหยัด หรือโรงแรมที่มีระดับ 3 ดาวลงมาในสัดส่วนค่อนข้างสูง และมีการแข่งขันอย่างรุนแรงด้วยการตัดราคา ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถรักษาและเพิ่มคุณภาพการให้บริการในระยะยาว เมื่อวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มในปี พ.ศ. 2545 พบว่าอุตสาหกรรมโรงแรมและรีสอร์ตในจังหวัดเชียงใหม่ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 5,300 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าเพิ่มที่ตกแก่แรงงานถึงร้อยละ 49 ของมูลค่าเพิ่มทั้งหมด ตกอยู่กับเจ้าของทุนร้อยละ 40 และตกอยู่กับรัฐร้อยละ 11 ของมูลค่าเพิ่มทั้งหมด และเป็นมูลค่าเพิ่มที่เก็บไว้ในประเทศกว่าร้อยละ 94 ของมูลค่าเพิ่มทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบสมรรถนะและผลิตภาพของเครือข่ายโรงแรมระดับห้ดาวของไทย กับโรงแรมไทยในเครือข่ายสากลแล้วพบว่า เครือข่ายโรงแรมไทยในระดับนี้จะมีอัตราการเข้าพักที่ใกล้เคียงกับเครือข่ายสากล แต่เครือข่ายไทยมีรายได้ต่อห้องต่ำกว่า แม้จะเน้นการให้บริการที่ดี และใช้แรงงานต่อห้องสูงก็ตาม เพราะเครือข่ายสากลมีตลาดกว้างมากกว่า และเป็นที่ยอมรับของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงดังนั้น โรงแรมไทยที่เป็นโรงแรมอิสระซึ่งเสียเปรียบเครือข่ายสากลด้านการตลาด ควรอาศัยการสร้างความแตกต่างในด้านการบริการ จึงต้องเน้นการพัฒนาบุคลากร และสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรสนใจที่จะให้บริการอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ รัฐควรสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเชิงพัฒนาสำหรับโรงแรมไทยโดยเฉพาะโรงแรม SMEs เพื่อพัฒนาระบบการบริหารรวมทั้งโปรแกรมด้านไอที และสถาบันการศึกษาของรัฐควรร่วมกับสมาคมโรงแรมไทยพัฒนาการให้การศึกษาระดับอุดมศึกษานอกเวลาราชการด้านการโรงแรม สำหรับบุคลากรในช่วงระหว่างการทำงาน ( Mid – career ) เพื่อพัฒนาตัวเองเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ในอนาคต นอกจากนี้หากเปรียบเทียบสรรถนะและผลิตภาพของอุตสาหกรรมโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก อันได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี และเชียงใหม่ พบว่า ในปี พ.ศ. 2545 อุตสาหกรรมโรงแรมของกรุงเทพฯ มีสมรรถนะดีกว่าอุตสาหกรรมโรงแรมในจังหวัดอื่นๆ ที่ศึกษา เมื่อวัดสมรรถนะจากอัตราการเข้าพักเฉลี่ย ( Occupancy Rate ) อัตาค่าห้องพักเฉลี่ย ( ADR ) และรายได้ต่อห้องพักพร้อมขาย ( RevPAR ) แต่เมื่อเปรียบเทียบผลิตภาพของอุตสาหกรรมโดยใช้มูลค่าเพิ่มต่อแรงงาน และมูลค่าเพิ่มต่อห้องพัก กลับพบว่าอุตสาหกรรมโรงแรมในภูเก็ตมีผลิตภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มดีที่สุด สำหรับการศึกษาในส่วนที่สองเป็นการวัดประสิทธิสาพของอุตสาหกรรมโดยวิธีเชิงปริมาณและหาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสต์เฮาส์ในประเทศไทย จังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญ และในภาคเหนือตอนบน โดยใช้วิธีการ Stochastic Frontier Approach ( SFA ) และวิธีการ Data Envelopment Analysis ( DEA ) ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้มาจากโครงการสำรวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสต์เฮาส์ พ.ศ. 2545 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติจำนวน 1,854 ราย ซึ่งเป็นโรงแรมและเกสต์เฮาส์ที่มีการจดทะเบียนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการศึกษา พบว่า โรงแรมและเกสต์เฮาส์ในประเทศไทยมีระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานเฉลี่ย ร้อยละ63.58 โดยมีพิสัย ( range ) ของระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานระหว่างร้อยละ 61 – 80 โรงแรมและเกสต์เฮาส์ในกรุงเทพฯ มีระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานเฉลี่ยสูงที่สุด ในขณะที่โรงแรมและเกสต์เฮาส์ในภาคใต้มีระดับเฉลี่ยต่ำที่สุด สำหรับโรงแรมที่มีราคาห้องพักสูงกว่า 2,500 บาทต่อคืน และมีการลงทุนจากต่างประเทศ มีระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูงกว่าโรงแรมและเกสต์เฮาส์ในลักษณะอื่นๆ นอกจากนี้ ยังพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงต่อความด้อยประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโรงแรมและเกสต์เฮาส์ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยทางด้านแรงงานและปัจจัยทางคุณภาพการบริการของโรงแรม ความด้อยประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่เกิดขึ้นทำให้โรงแรมและเกสต์เฮาส์สูญเสียรายได้ประมาณ 9,314 ล้านบาท และทำให้ระบบเศรษฐกิจสูญเสียมูลค่าเพิ่มประมาณ 6,119 ล้านบาท เมื่อประเมินระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกส์เฮาส์ในจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และกรุงเทพฯ พบว่า โรงแรมและเกสต์เฮาส์ในจังหวัดท่องเที่ยวทั้ง 4 แห่ง มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานเฉลี่ยร้อยละ 69.39 โดยโรงแรมและเกสต์เฮาส์ที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ จังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ และ กรุงเทพฯ ตามลำดับ อีกทั้งยังพบว่า ขนาดของโรงแรมและเกสต์เฮาส์ ระดับราคาห้องพัก และการลงทุนจากต่างประเทศ มีผลทำให้โรงแรมและเกสต์เฮาส์ในจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญมีระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานแตกต่างกัน โดยโรงแรมและเกสต์เฮาส์ที่มีขนาดเล็ก มีระดับราคาห้องพักสูงกว่า 2,500 บาทต่อคืน และมีการลงทุนจากต่างประเทศจะมีระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ความด้อยประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่เกิดขึ้นทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 4,533 ล้านบาท ในส่วนของการประเมินระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสต์เฮาส์ในภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย แม่ฮ่องสอนและ ตาก พบว่า ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและเกสต์เฮาส์ในภาคเหนือตอนบน มีประสิทธิภาพการดำเนินงานเฉลี่ยร้อยละ 47 เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่ดีที่สุด ( best practices ) ในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาโดยโรงแรมที่มีการจัดตั้งแบบห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และที่มีขนาดห้องพัก 60 – 149 ห้อง จะมีระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบที่ด้อยประสิทธิภาพในการดำเนินงานในธุรกิจนี้สามารถปรับปรุง การดำเนินงานและการจัดการให้ทัดเทียมกับผู้ประกอบในระดับแนวหน้าได้แล้ว จะทำให้สามารถสร้างรายได้ได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,400 ล้านบาทและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 700 ล้านบาท ข้อเสนอแนะสำหรับอุตสาหกรรมโรงแรมของประเทศไทยนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาและเพิ่มคุณภาพการบริหารในทุกระดับ ดังนั้น ผู้ประกอบการภาครัฐและสมาคมโรงแรม จึงควรร่วมมือกันเพื่อพัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้วยการตัดราคา มีการวิจัยการปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริการ และควรศึกษาเกี่ยวกับรสนิยมและพฤติกรรมของผู้มาเยือนในแต่ละประเทศ เพื่อจัดบริการให้เหมาะสมและประทับใจ อีกทั้งควรเพิ่มช่องทางการตลาด และหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนภาครัฐควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาเสียภาษีให้ถูกต้อง โดยคืนภาษีส่วนหนึ่งให้แก่สมาคมโรงแรมสำหรับการประชาสัมพันธ์ หรือการสร้างกิจกรรมที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร และส่งเสริมให้โรงแรมไทยสู่สากล หรือสนับสนุนให้โรงแรมไทยมีเครือข่ายนานาชาติ

บรรณานุกรม :
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด . (2548). โครงการมูลค่าเพิ่มในประเทศของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด . 2548. "โครงการมูลค่าเพิ่มในประเทศของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด . "โครงการมูลค่าเพิ่มในประเทศของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด . โครงการมูลค่าเพิ่มในประเทศของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.