ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการทำงานด้านประชาคมอาเซียน

หน่วยงาน สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการทำงานด้านประชาคมอาเซียน
นักวิจัย : สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
คำค้น : ประชาคมอาเซียน, กฎหมาย, กฏหมายอาเซียน
หน่วยงาน : สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2559
อ้างอิง : -
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

สืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยเป็นภาคีของประชาคมอาเซียน บนหลักการพื้นฐานที่ทุกรัฐร่วมกันกำหนดแนวทางดำเนินการเพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมและความมั่นคงทางการเมืองที่ได้ร่วมกันกำหนดขึ้นไว้ ทั้งนี้ แม้รัฐภาคีของประชาคมอาเซียนยังมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ในดินแดนของตน แต่การใช้อำนาจอธิปไตยดังกล่าวย่อมถูกผูกพันโดยพันธกรณีซึ่งมีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยการดำเนินการเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และความมั่นคง และการเมืองของรัฐภาคีของประชาคมอาเซียนแต่ละประเทศจึงต้องอยู่ภายใต้กรอบพันธกรณีทั้งสามด้าน สำหรับประเทศไทยการเป็นภาคีของประชาคมอาเซียน มีผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายด้านกฎหมาย การปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในกฎบัตรอาเซียน ตลอดจนสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง ข้อตกลง ปฏิญญา พิธีสาร และตราสารอาเซียนอื่น ๆ ที่ทำขึ้นทั้งก่อนและหลังวันที่กฎบัตรอาเซียนมีผลใช้บังคับ ดังนั้น การจัดทำและการพิจารณาร่างกฎหมายของหน่วยงานรัฐจึงต้องอนุวัติการและสอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อประชาคมอาเซียนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในฐานะเป็นองค์กรที่สนับสนุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องศึกษาวิจัยด้านกฎหมาย เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการพิจารณาและให้ความเห็นชอบความตกลงและสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับประชาคมอาเซียนและการจัดทำและพิจารณาร่างกฎหมาย ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไข หรือยกเลิกกฎหมาย การตรวจสอบความสอดคล้องของร่างกฎหมายกับพันธกรณีต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ดังนั้นในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงจะจัดจ้างเพื่อจัดทำข้อเสนอในการพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับพันธกรณีของประชาคมอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการทางกฎหมาย (Legal Harmonization) ของกฎหมายไทยกับกฎหมายภายในประเทศสมาชิกอาเซียนในสามเสาหลัก โดยมีเป้าหมายให้งานวิจัยแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ เพื่อนำผลการวิจัยมาเสนอในการเสวนาประชาคมอาเซียนในไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ ๒๕๕๙ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ช (E-commerce) เป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีสัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงถึง ๑๙๙ ล้านคน มีผู้เป็นสมาชิกเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Facebook สูงสุดถึง ๑๗๗ ล้านบัญชี ในปี ๒๕๕๖ แม้ว่ามูลค่าการค้าของตลาดอีคอมเมิร์ชแบบธุรกิจสู่ลูกค้า (B2C) จะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ ๕๐๐ - ๑,๑๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ ๐.๒ ของยอดค้าปลีกของอาเซียน แต่มีโอกาสขยายตัวทางการค้ามากขึ้น จากปัจจัยดังต่อไปนี้ (๑) การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง (rise of middle class) และราคาอุปกรณ์ไอที เช่น โทรศัพท์เคลื่อี่และแท็บเล็ต ที่ราคาถูกและสามารถเข้าถึงได้ง่าย (๒) ความพร้อมของโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม (๓) จำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นในตลาดอีคอมเมิร์ช (๔) ทางเลือกที่หลากหลายด้านบริการขนส่งสินค้า (logistic option) (๕) ทางเลือกในการชำระสินค้าที่สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้ธุรกิจบริการเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมถึงการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ชยังเป็นสาขาที่มีการเปิดเสรีตามกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS) ตามแผนแม่บทไอซีที ๒๐๒๐ (ASEAN ICT Masterplan ๒๐๒๐) กำหนดให้มียุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดดิจิทัลและชุนชนออนไลน์ที่มีความมั่นคงปลอดภัย อันเป็นการพัฒนาต่อยอดแผนแม่บทไอซีที ๒๐๑๕ ที่กำหนดให้มีการพัฒนาตลาดอาเซียนอีคอมเมิร์ชเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินงานตามแผนแม่บท อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงระดับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาดิจิทัลในด้านต่าง ๆ รวมถึงด้านอีคอมเมิร์ชด้วย พบว่า ระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมของประเทศในสมาชิกอาเซียน ยังไม่อยู่ในระดับดีเท่าใดนัก ยกเว้นประเทศสิงคโปร์ และมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละประเทศ เป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายและกฎระเบียบการพัฒนาด้านดิจิทัลภายในประเทศ เช่น การไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในการใช้บริการอีคอมเมิร์ชแม้ว่าความตกลงด้านอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน (e-ASEAN Framework Agreement) ได้กำหนดพันธกรณีของประเทศสมาชิกอาเซียนในการบัญญัติกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Online Consumer Protection) เพื่อส่งเสริมและอำนวยการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ช ด้วยเหตุผลดังกล่าวในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ ๒๗ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้ลงนาม ปฏิญญาอาเซียน ๒๕๖๘: มุ่งหน้าไปด้วยกัน (ASEAN ๒๐๒๕: Forging Ahead Together) ซึ่งกำหนดวิสัยทัศน์และแผนปฏิบัติการร่วมกันของอาเซียนทั้ง ๓ เสา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างกรอบทางกฎหมายร่วมกันของอาเซียนในการคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนี้ ตามนโยบายที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงไว้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ ในส่วนของการสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจของประเทศที่มุ่งเน้นให้มีการส่งเสริมภาคเศรษฐกิจดิจิทัล ขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นเลิศด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลในทุกภาคส่วน ซึ่งนำไปสู่การเสนอร่างกฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จำนวน ๑๐ ฉบับ ที่มีการพิจารณาปรับรวมเหลือ ๘ ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติปรับรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ...) พ.ศ... เพื่อจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ... ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่...) พ.ศ... ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ... ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่...) พ.ศ... ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ... ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ... ร่างพระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่...) พ.ศ... อย่างไรก็ดี ยังไม่ปรากฏการเสนอร่างกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นการเฉพาะ ดังนั้น ผู้บริโภคในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นกฎหมายซึ่งใช้คุ้มครองผู้บริโภคในกรณีการซื้อสินค้าและบริการทั่วไป แต่กิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีลักษณะเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการมากกว่าการซื้อขายสินค้าและบริการทั่วไป เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถนำเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค เช่น เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ ความถี่ในการเข้าชมเว็บไซต์ ไปใช้ในกิจการอื่นนอกเหนือจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย สินค้า ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลดังกล่าวไปประมวลผลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคและนำข้อมูลดังกล่าวไปขายให้กับบุคคลที่สาม เป็นต้น กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนั้นการศึกษาเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายของไทยเพื่อรองรับการทำงานด้านประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะในเสาประชาคมเศรษฐกิจ ผลของการศึกษาสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำแผนนิติบัญญัติแห่งชาติของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อปฏิรูปกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสอดคล้องกับวาระการปฏิรูปประเทศ (วาระที่ 31 ปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศ) และพันธกรณีของประชาคมอาเซียน

บรรณานุกรม :
สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร . (2559). การพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการทำงานด้านประชาคมอาเซียน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.
สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร . 2559. "การพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการทำงานด้านประชาคมอาเซียน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.
สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร . "การพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการทำงานด้านประชาคมอาเซียน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2559. Print.
สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร . การพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการทำงานด้านประชาคมอาเซียน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานศูนย์ประชาคมอาเซียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร; 2559.