ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การพัฒนาความรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืนของชุมชนโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย -กำแพงเพชร

หน่วยงาน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การพัฒนาความรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืนของชุมชนโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย -กำแพงเพชร
นักวิจัย : สมชาย เซะวิเศษ
คำค้น : เมืองประวัติศาสต์ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มรดกวัฒนธรรม
หน่วยงาน : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2559
อ้างอิง : -
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ในปัจจุบันการท่องเที่ยวในประเทศไทยมีสัดส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวที่จัดว่ามีความสำคัญมากที่สุดคือ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ล้วนเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะอุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง 3 แห่ง เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ การเป็นอยู่ที่ดั้งเดิมในสมัยก่อนของคนไทย ดังนั้นคนในพื้นที่หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาจากแหล่งต่างๆควรช่วยกันดูแลรักษา ให้อยู่อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นสถานที่ให้คนรุ่นหลังได้มาชื่นชม และศึกษา ดังนั้น การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน และศึกษาพฤติกรรมของคนในชุมชนที่มีต่อการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืนของคนในชุมชนโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร อันนำไปสู่ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาหรือการวางแผนเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าใจ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งมีผู้นำชุมชนแต่ละชุมชน คนในชุมชน และนักท่องเที่ยว โดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์ ทั้ง 3 แห่ง เป็นประชากรในการศึกษาครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่าคนในบริเวณโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ส่วนใหญ่ได้รับความรู้เกี่ยวกับพื้นที่และความสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์ และมีคนส่วนน้อยที่มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และกำหนดนโยบาย และการวางแผนในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอุทยานประวัติศาสตร์ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ปัญหาหลักที่ทำให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน เป็นไปด้วยความยากลำบากนั้นคือ ปัจจัยในเรื่องของความรู้ทางด้านภาษาและปัจจัยด้านรายได้ของคนในชุมชน ผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการจัดการอบรมพัฒนาความรู้ด้านภาษาอังกฤษและโครงการอบรมพัฒนาความรู้ด้านการประกอบอาชีพให้กับคนในชุมชนโดยรอบอุทยานทั้ง 3 แห่ง ผลจากการอบรมที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่าการอบรมทั้งความรู้ด้านภาษาอังกฤษ และความรู้ด้านการประกอบอาชีพ คนในชุมชนโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์ ทั้ง 3 แห่งจะมีคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม นั่นหมายถึงชุมชนโดยรอบอุทยานประวิติศาสตร์จะมีความรู้ทางด้านภาษา และความรู้ด้านการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืนของคนในชุมชน สำหรับผลการศึกษาของนักทองเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในอุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง 3 แห่ง พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พบปัญญาในด้านความไม่เพียงพอของสถานที่พักผ่อนบริเวณอุทยานประวิติศาสตร์ ความไม่เพียงพอของห้องสุขา และความไม่เพียงพอของมัคคุเทศก์ คำสำคัญ : อุทยานประวัติศษสตร์, การท่องเที่ยว, เชิงอนุรักษ์, มรดกวัฒนธรรม

บรรณานุกรม :
สมชาย เซะวิเศษ . (2559). การพัฒนาความรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืนของชุมชนโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย -กำแพงเพชร.
    กรุงเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
สมชาย เซะวิเศษ . 2559. "การพัฒนาความรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืนของชุมชนโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย -กำแพงเพชร".
    กรุงเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
สมชาย เซะวิเศษ . "การพัฒนาความรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืนของชุมชนโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย -กำแพงเพชร."
    กรุงเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, 2559. Print.
สมชาย เซะวิเศษ . การพัฒนาความรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืนของชุมชนโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย -กำแพงเพชร. กรุงเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง; 2559.