ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีเพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค

หน่วยงาน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีเพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค
นักวิจัย : ปนัดดา เทพอัคศร
คำค้น : อิมมูโนโกลบูลิน,ส่วนคงที่โปรตีนสายยาว,ส่วนคงที่โปรตีนสายสั้น,เวคเตอร์,การแสดงออกของยีน,คลังแอนติบอดีโมเลกุลสายเดี่ยว, immunoglobulin,heavy chain constant region,light chain constant region,vector,expression,scFvantibody library
หน่วยงาน : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2559
อ้างอิง : http://www.nrms.go.th/ViewOnProjectDetail.aspx?OnProjectID=183537
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ไฮบริโดมาเทคโนโลยี (Hybridoma technology) เป็นเทคนิคที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างและผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีโดยการนำ B-lymphocyte มาหลอมรวมกับเซลล์ไมอีโลมา(myeloma) ซึ่งเป็นเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวจากนั้นทำการคัดเลือกเซลล์ลูกผสม (Hybridoma cell) ที่สร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจนที่ต้องการ ซึ่งยังมีข้อกำจัด เช่น ความไม่เสถียรของ Hybridoma cell ในการสร้างแอนติบอดี เนื่องจากเป็น cell ลูกผสมระหว่าง B-lymphocyte และ myeloma cell โดยใช้เวลานานในการ immunize และ คัดเลือกหา positive monoclone อีกทั้งมีต้นทุนสูง ตลอดจนใช้เวลานานในการเพาะเลี้ยงเซลล์เพื่อเตรียมน้ำเลี้ยง และเตรียมแอนติบอดีให้มีความบริสุทธิ์ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อไปซึ่งต่อมาได้เริ่มมีการนำไฮบริโดมาเซลล์มาพัฒนาการผลิตแอนติบอดดีด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรมทั้งในรูปแบบของ whole Ig, Fab และ Fv แต่อย่างไรก็ตามการสร้างแอนติบอดี ด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรมโดยใช้ E.coli นั้นมักเกิดปัญหาในเรื่องของการ folding และการ aggregate ของโปรตีนในไซโตพลาสซึมอันเนื่องมากจากแบคทีเรียนั้น ไม่สามารถทำให้โปรตีนที่ผลิตขึ้นเกิดพันธะไดซัลไฟด์ (S-S) ได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการแก้ปัญญาโดยให้มีการสร้างแอนติบอดีเฉพาะส่วน Fab หรือ Fv และใช้ vector ที่มี Leader signal นำแอนติบอดีที่สร้างขึ้นไป folding ที่บริเวณเพอริพลาสซึมของเซลล์ แต่ก็ยังเกิดปัญหาความไม่คงตัวของโมเลกุลแอนติบอดีที่สร้างขึ้น ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาโมเลกุล scFv ซึ่งเป็นการเชื่อมกันของ VH และ VL แบบ non-covalent โดยใช้เปบไทด์ (linker peptide) ที่มีความยืดหยุ่นขนาด 15-20 amino acid ทำให้แอนติบอดดีที่ผลิตขึ้นด้วยวิธีพันธุวิศวกรรมชนิด scFv มีความคงตัวสูงภายใต้สภาวะต่าง ๆ แม้ว่าได้มีการนำเทคโนโลยีการแสดงออกของโปรตีนบนผิวฝาจ (Phage Display Technology) มาใช้ในการสร้างคลังของโมเลกุลของแอนติบอดีชนิด scFv แทนที่การผลิตแอนติบอดีด้วยวิธีเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยช่วยลดเวลาในการคัดเลือกโคลนที่สร้างแอนติบอดีที่มีความคงตัวจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ และเป็นการคัดเลือกโมเลกุลที่มีศักยภาพจากจำนวนล้านถึงพันล้านโมเลกุลเทียบกับเทคนิคไฮบริโดมาที่คัดเลือกจากเซลล์เพียงไม่กี่พันเซลล์เท่านั้น ทำให้โอกาสที่จะได้โคลนที่สร้างแอนติบอดีที่มีประสิทธิภาพได้มากกว่า แต่แอนติบอดีโมเลกุล scFv ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของความแข็งแรงที่ยึดกันกับแอนติเจน (Antibody affinity) เนื่องจากโมเลกุล scFv สามารถจับกับแอนติเจนได้เพียงตำแหน่งเดียวเทียบกับอิมมูโนโกลบูลินที่มีโครงสร้างสมบูรณ์จะสามารถจับกับแอนติเจนได้ถึงสองตำแหน่ง (multivalent) ทำให้โมเลกุล scFv มี avidity ต่ำกว่า อิมมูโนโกลบูลินที่มีโครงสร้างสมบูรณ์ นอกจากนี้การนำอิมมูโนโกลบูลินมาใช้ในงานด้านการรักษาจำเป็นต้องใช้อิมมูโนโกลบูลินที่มีโครงสร้างสมบูรณ์ทั้งส่วนของ antigen binding site และส่วนของ constant region ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เข้าทำปฏิกิริยากับ effector cells ทั้งหลายในระบบภูมิคุ้มกัน

บรรณานุกรม :
ปนัดดา เทพอัคศร . (2559). การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีเพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค.
    กรุงเทพมหานคร : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
ปนัดดา เทพอัคศร . 2559. "การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีเพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค".
    กรุงเทพมหานคร : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
ปนัดดา เทพอัคศร . "การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีเพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค."
    กรุงเทพมหานคร : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, 2559. Print.
ปนัดดา เทพอัคศร . การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีเพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค. กรุงเทพมหานคร : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์; 2559.