ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เขตภาคใต้
นักวิจัย : เชาวนี แก้วมโน
คำค้น : สถาบันอุดมศึกษาเอกชน l เขตภาคใต้ l การตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ l องค์ประกอบที่มีอิทธิพล l นักศึกษาระดับปริญญาตรี
หน่วยงาน : หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2558
อ้างอิง : http://graduate.hu.ac.th/thesis/2558/edd/Chaowanee.pdf
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ที่มีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจ เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เขตภาคใต้ เพื่อ ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามสภาพจริง (Concurrent Validity) ขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้ที่มี อิทธิพลต่อการตัดสินใจ เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของนักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เขต ภาคใต้ โดยยืนยันกับกลุ่มผู้รู้ชัด (Known Group) และเพื่อศึกษากลวิธีพัฒนาตัวบ่งชี้ที่มีอิทธิพลต่อ การตัดสินใจ เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของนักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เขตภาคใต้ ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยเป็น 4 ขั้นตอน โดยมีการศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์เอกสารงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง และรวบรวมผลการสัมภาษณ์กลุ่ม (Focus Group) ในหัวข้อปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้า ศึกษาต่อ ระดับปริญญาตรีของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อกำหนดองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การตรวจสอบ คุณภาพเครื่องมือวิจัยจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ได้ค่า CVI เท่ากับ .94 นำไปทดลองใช้กับ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เขตภาคใต้ จำนวน 50 คน ได้ค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .982 จากนั้นนำแบบสอบถามไปเก็บข้อมูลจากนักศึกษา ระดับปริญญา ตรี ชั้นปีที่ 1 จำนวนทั้งสิ้น 888 คน แล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำ รวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) แล้วจึงนำตัวบ่งชี้ที่ได้จากข้างต้นมาสร้างเป็นแบบสอบถาม เพื่อเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้รู้ชัด ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 ที่มีผลการเรียน 3.00 ขึ้นไป จำนวน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูล และนำตัวบ่งชี้ที่มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมากกว่า .80 และมีค่าเฉลี่ย สูงสุด 3 ลำดับแรก มาหากลวิธีการพัฒนาตัวบ่งชี้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เข้าศึกษาต่อระดับ ปริญญาตรีของนักศึกษา ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) ที่สร้างขึ้นมาทดลองใช้ (Try out) กับกลุ่มที่เหมือนกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล และเก็บข้อมูลจากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีเกี่ยวข้องกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปี ที่ 6 ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูแนะแนว ครูประจำชั้น และนักเรียน รวม 56 คน จากผลการวิจัยพบประเด็นสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1. องค์ประกอบย่อยและตัวบ่งชี้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เข้าศึกษาต่อระดับ ปริญญาตรีของนักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เขตภาคใต้ ได้แก่ 1) องค์ประกอบหลักด้าน แบรนด์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบย่อย 31 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ องค์ประกอบย่อยที่ 1 ด้านอัตลักษณ์ มี 9 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบย่อยที่ 2 ด้านความเป็นนานาชาติ มี 9 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบย่อยที่ 3 ด้าน (4) องค์กรแห่งการเปลี่ยนแปลง มี 6 ตัวบ่งชี้ และองค์ประกอบย่อยที่ 4 ด้านสัมพันธภาพ มี 5 ตัวบ่งชี้ 2) องค์ประกอบหลักด้านการตลาดของสถาบัน ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบย่อย 31 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ องค์ประกอบย่อยที่ 1 ด้านหลักสูตรที่นักศึกษาสนใจ มี 8 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบย่อยที่ 2 ด้านประชาสัมพันธ์ มี 6 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบย่อยที่ 3 ด้านที่ตั้งสถานศึกษา มี 6 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบย่อยที่ 4 ด้านกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา มี 4 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบย่อยที่ 5 ด้าน ค่าใช้จ่ายในการเรียนและทุนการศึกษา มี 5 ตัวบ่งชี้ และองค์ประกอบย่อยที่ 6 ด้านบุคคล มี 2 ตัว บ่งชี้ 3) องค์ประกอบหลักด้านแรงจูงใจ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย 23 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ องค์ประกอบย่อยที่ 1 ด้านเจตคติ มี 9 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบย่อยที่ 2 ด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ มี 7 ตัวบ่งชี้ และองค์ประกอบย่อยที่ 3 ด้านกลุ่มอ้างอิง มี 7 ตัวบ่งชี้ 4) องค์ประกอบหลักด้านสิ่งอำนวย ความสะดวก ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย 22 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ องค์ประกอบย่อยที่ 1 ด้าน กายภาพ มี 8 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบย่อยที่ 2 ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มี 7 ตัวบ่งชี้ และ องค์ประกอบย่อยที่ 3 ด้านสื่อการเรียนการสอน มี 7 ตัวบ่งชี้ 2. นำตัวบ่งชี้ที่ค้นพบไปทดสอบกับกลุ่มผู้รู้ชัด เห็นด้วยกับตัวบ่งชี้ 76 ตัว และไม่ เห็นด้วยกับตัวบ่งชี้ 29 ตัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอยู่ที่ระดับไม่สูงกว่า .05 3. กลวิธีพัฒนาตัวบ่งชี้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของ นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เขตภาคใต้ จากตัวบ่งชี้มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับ มหาวิทยาลัยต่างประเทศ ตัวบ่งชี้จากสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ ตัวบ่งชี้มีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อ การศึกษา (กยศ./กรอ.) ตามนโยบายของรัฐบาล ตัวบ่งชี้ผู้เรียนมีสถานะกู้ยืมรายใหม่สามารถมากู้เงิน เรียนต่อได้ ตัวบ่งชี้เพื่อนส่วนใหญ่เรียนมหาวิทยาลัยเอกชน และตัวบ่งชี้ผู้เรียนสถานะกู้ต่อเนื่อง สามารถมากู้เงินเรียนต่อได้ พบว่า มีแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) แนวทางการพัฒนา ด้านทุนการศึกษา ประกอบด้วย 4 กลวิธี คือ กลวิธีที่ 1 มหาวิทยาลัยควรมีทุนย่อย ๆ ให้กับผู้เรียน หลาย ๆ ทุน กลวิธีที่ 2 มีทุนการศึกษาประเภทอื่น ๆ รองรับนอกเหนือจาก กยศ. กลวิธีที่ 3 จัดหา แหล่งทุนการศึกษาจากหน่วยงานภายนอกให้กับผู้เรียน กลวิธีที่ 4 มีกองทุนเงินกู้ของมหาวิทยาลัย เอง 2) แนวทางการพัฒนาด้านการประชาสัมพันธ์ ประกอบด้วย 4 กลวิธี คือ กลวิธีที่ 1 เน้นใช้สื่อ สังคมออนไลน์ กลวิธีที่ 2 ใช้รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จเป็นสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ กลวิธีที่ 3 จัดทำ สื่อโฆษณาภาพยนตร์สั้น กลวิธีที่ 4 ความถี่และความหลากหลายของช่องทางประชาสัมพันธ์ 3) แนว ทางการพัฒนาด้านกิจกรรม ประกอบด้วย 2 กลวิธีที่ 1 คือ กลวิธีเชิงรับ กลวิธีที่ 2 คือ กลวิธีเชิงรุก และ 4) แนวทางการพัฒนาด้านเครือข่ายศิษย์เก่า ประกอบด้วย 1 กลวิธีคือ กลวิธีการรับพวกพ้องที่ จบจากสถาบันเดียวกันเข้าทำงานก่อนผู้ที่จบการศึกษาจากสถาบันอื่น

บรรณานุกรม :