ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ข่าวสารกิจกรรม

ความสำคัญของโครงการป่าไม้มีค่า

15 พฤศจิกายน 2561

ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานการ จึงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเอง โดยกำหนดให้ต้นไม้ยืนต้น มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
เป็นทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ โดยรัฐบาลมีนโยบายขยายผล ชุมชนไม้มีค่าเพื่อเกษตรกรไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจความสำคัญและประโยชน์ของการปลูกไม้มีค่า และเตรียมมอบให้
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานที่มี
ความเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนชุมชนไม้มีค่า ร่วมผลักดันกลไกการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในเรื่อง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้กับประชาชน 
          โดยมีกลไกดำเนินงานบูรณาการร่วมกัน 3 เรื่องสำคัญ คือ
          • การผลักดันกฎหมายและมาตรการเพื่อส่งเสริมให้ปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ 
          • การเพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ ปลูก และแปรรูป เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการปลูกมีข้อมูลว่าจะปลูกอะไร ปลูกอย่างไร และมีพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม
          • การส่งเสริมการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน
          ทั้งนี้รัฐบาลได้เตรียมกลไกผลักดันอย่างเร่งด่วน ให้เกิดการสนองผลตามนโยบายกลไกประชารัฐ และไทยนิยมยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมาย 10 ปี ประเทศไทยจะเกิดชุมชนไม้มีค่า 20,000 ชุมชน
ได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 26 ล้านไร่ ส่งเสริมและขยายผลให้ประชาชน 2,600,000 ครัวเรือน ปลูกต้นไม้ 1,000 ล้านต้น เพื่อสร้างความ

เพื่อให้มีทิศทางที่ชัดเจน ใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม มีการประเมินผลโดยรายงานผ่านรัฐบาลไปยังคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ สิ่งใดที่เป็นปัญหาจะแก้ไขอย่างไร
ทุกอย่างจะต้องตอบสนองความยั่งยืนของประเทศ เช่น การบริหารจัดการน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางเชื่อมระหว่างเมือง เป็นต้น สิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน คือ คนไทยทุกคนจะได้รับการพัฒนา
ทุกด้านทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และมีส่วนร่วมกับภาครัฐ ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็สามารถใช้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจได้ด้วยเช่นเดียวกัน

-------------------------------------
ขอบคุณที่มาข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)